![]() |
|
|
|
|
หน้า 1 2.... ความหลากหลาย...ในประเทศอินโดนีเซีย ขณะที่นั่งเขียนเรียบเรียงเรื่องเล่าของประเทศอินโดนีเซียอยู่นี้ก็ได้รับอีเมล์จาก เพื่อนชาวอินโดนีเซีย คุณ Tendy ซึ่งเป็นพลังใจอย่างยิ่งต่อวรรณกับหมู เขาบอกว่าเขาภูมิใจใน ประเทศของเขามาก..ที่มีความสวยงามทางด้านธรรมชาติ และมีความหลากหลายตามที่ ได้ลงรูปไปแล้วก่อนหน้านี้ใน Photo Gallery และ ขอขอบคุณวรรณกับหมูที่ทำให้ภาพ นั้นปรากฎ ต่อสายตาชาวโลก เขาบอกว่าภาพถ่ายนั้นเป็นเรื่องเล่าอย่างดี เราสองคนก็ รู้สึกเช่นนั้นและ เขาก็อวยพรให้การเดินทาง ของวรรณกับหมูเดินทางโดยปลอดภัยสู่ เป้าหมายอย่างราบรื่นตลอดไป... ไม่เพียงแต่เขาภูมิใจกับประเทศของเขาเท่านั้น แต่เราก็ภูมิใจที่ได้ทำสิ่งใดๆอันดี อันสมควร ที่เป็นจริงให้ปรากฎต่อสายตา มวลมนุษย์ชาติ โดยคนไทย..และเป็นเกียรติ อย่างสูงสำหรับประเทศไทยด้วย แม้เขาจะชื่นชมและอวยพรอย่างไร เราก็ขออภัยที่จะเล่าประสบการณ์ใน อินโดนีเซียอย่างตรงไปตรงมา.. โดยเจตนาอันบริสุทธิ์ จริงใจต่อกัน เพื่อจรรโลงสิ่งที่ สร้างสรรค์ต่อไป
๑๕
มกราคม ๒๕๔๕ เวลาอันเหมาะสมในตอนเช้า วรรณกับหมูได้ฤกษ์ออกจากปีนังเสียที โดยจะนั่ง เรือเฟอรี่จากเกาะปีนังไปยังเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย เป็นเรือที่วิ่งข้าม ประเทศโดยปกติ ๘โมงเช้าจะต้องเข้าแถวทำธุระพิธีการ ของการออกนอกประเทศที่ด่านปีนัง ใช้เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง จากนั้นก็ปั่นจักรยาน ไปลงเรือ ซึ่งมีผู้คนมากมายที่เดินทางโดยเส้นทางนี้ มีทั้งคนอินโดนีเซีย, มาเลเซีย และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ บ้างประปราย ๙.๓๐ น. เรือก็ได้เวลาออกจากท่าเรือเพื่อมุ่งหน้าไปเกาะสุมาตรา ใช้เวลา เดินทาง ๕ ชั่วโมงครึ่ง เป็นครั้งแรกที่นั่งเรือ เป็นระยะทางประมาณ ๓๐๐ กม. และข้าม ประเทศ รู้สึกตื่นเต้นอยู่พอสมควร เรือได้แล่นผ่านสะพานปีนังซึ่งเป็นสะพานที่ยาวที่สุด ในเอเชียและเป็นอันดับ ๓ ของโลก จากนั้นก็มุ่งสู่ทะเลอันเวิ้งว้างกว้างไกล ท้องทะเล มีฝนตกสลับกับแสงแดดเปรียงตลอดทาง อ้อ! ลืมบอกไปว่าค่าโดยสารเรือนั้น ๙๖ ริงกิตต่อคน ซึ่งเป็นราคาที่ถูกที่สุดแล้วเมื่อเปรียบเทียบกันหลายๆราย ประมาณบ่าย ๓ โมง เรือก็ถึง Belawan Port เมืองเมดาน วินาทีแรกที่ถึงประเทศอินโดนีเซียทุกอย่างก็ เปลี่ยนไป...แตกต่างจากมาเลเซียอย่างลิบลับเลย...
ขนของลงจากเรือ สแตมป์วีซ่าเข้าประเทศเรียบร้อย พอออกจากท่าเรือก็เจอกับ กลุ่มรถโดยสารมอเตอร์ไซต์รับจ้าง และร้านค้า แผงลอยเต็มไปหมด..ทุกคนต้องการให้ เอาจักรยานโดยสารไปกับรถของเขาอีกทั้งขู่ว่าไม่ปลอดภัย เราก็บอกว่าไม่เป็นไร เราไปเองได้ เขาก็โวยวายตะโกนไล่ แล้วยังวิ่งมาตะโกนเป็นภาษาอินโดอีกซึ่งเราก็ฟังไม่รู้ เรื่อง.. หลุดออกมาสักพัก เราสองคนก็หาเส้นทางที่จะไปเมืองเมดานและหาเรือเฟอรี่ที่ จะนั่งต่อไปเมืองจาการ์ต้า จะขอเล่าเรื่องว่าทำไมต้องไปจาการ์ตาแล้ว ทำไมไม่ปั่นใน เกาะสุมาตรา เดิมทีเคยวางแผนไว้ว่าจะไป แต่ตอนที่พักอยู่ในปีนังนั้นทางกงศุลใหญ่ ไทย ณ.กรุงปีนัง ได้ติดต่อประสานให้วรรณกับหมู ไปพบกับเจ้าหน้าที่ สถาณฑูต อินโดนีเซีย ก็ได้ขอรายละเอียดและคำปรึกษาและบอกเล่า ถึงแผนการเดินทาง เจ้าหน้าที่สถาณฑูตอินโดนีเซียไม่แนะนำให้ปั่นในเกาะสุมาตราด้วยเหตุผลเรื่องความปลอดภัย และธุรกันดารในช่วงท้ายเกาะไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ก็เลยตัดสินใจไปยัง เมืองจาการ์ต้า ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะจาวา (Java Island) ต่อไป ขณะปั่นหาสำนักงานขายตั๋วเฟอรี่นั้น ก็มีคนขับมอเตอร์ไซต์มาประกบ..แล้วถาม ว่าจะไปไหน ก็บอกเขาว่าจะไปเมดาน และไปซื้อตั๋วเฟอรี่หรือไม่ก็หาที่พัก แถวนี้เพื่อจะรอเฟอรี่ไปจาการ์ตาเลย เขาบอกว่าไม่ต้องกลัว เขาจะพาเราไปทำธุระเอง จะกันเราสองคนให้พ้นจากพวกมาเฟียร ์เพราะแถวนี้มีมาเฟียร์เยอะ มันเป็นการลำบาก เพราะยาก ที่จะปฎิเสธให้เขาไปจากเราสองคน เราบอกว่าเราไม่ต้องการ เราไปเองได้ เขาบอกว่าไม่เป็นไรเขาจะพาไปส่ง พอไปถึงที่ขายตั๋วเราสองคนก็ ขอบคุณเขาแต่ มอเตอร์ไซต์บอกว่าต้องจ่ายเงินเขานะ และต้องการเงินถึง ๒๐,๐๐๐ รูเปีย อย่าเพิ่งตกใจ นะ ประมาณ ๑๐๐ บาทเท่านั้น เขาพาเรามาระยะทาง ประมาณ ๑ กม. และยังบอกว่า เขาจะพาไปหา ที่พัก ไปหาที่แลกเงิน พาไปหาที่กินอาหาร รู้สึกได้ ทันทีแล้วว่า.... นี่แหละก็คือ มาเฟียนี่เอง! เราสองคนก็บอกเขาว่าเราจะไปหาตำรวจนะ คุณจะไปหรือ เปล่า เราได้ให้เงินเขาไป ๑.๕ ริงกิตที่ติดตัวมาจากมาเลเซีย ประมาณเกือบ ๒๐ บาท โล่งใจที่หนีจากมอเตอร์ไซต์ไปได้ แต่เขาก็ตะโกนใส่เราว่า "โธ่เอ๊ย...นี่มันสมอล มันนี่นะ..." จากนั้นเราไปหาข้าวกินมื้อแรกในอินโดนีเซีย รู้สึกได้ว่า ถูกมาก ถูกกว่า มาเลเซียเยอะ พอนั่งกินไปได้สักพัก และสอบถามถึงเส้นทางที่จะไปเมดาน ก็มีคนพูดคุย แนะนำดีมาก พอกินเสร็จ เขาบอกว่าเขาจะไปส่งและคิดค่าใช้จ่าย อุตส่าห์หนีมายังเจอ เข้าให้อีก และมีอีก ๒-๓ คนมาขอรองเท้า มาดูจักรยาน อยากได้เสื้อ อยากได้แว่น และขอเงิน แบมือขออย่างไม่อาย เรารู้สึกถึงว่า มันอันตรายจริงๆในสุมาตรา พอดีเจ้า ของร้านอาหารเขากันให้เราหลุดออกไปได้ จากนั้น ก็ปั่นกันอุตหลุดมุ่งหน้าสู่เมดาน เพื่อคอยเวลาจะนั่งเรือเฟอรี่ไปจาการ์ต้า ซึ่งเฟอรี่จะออกสัปดาห์ละ ๒ วันเท่านั้น ถนนสู่เมดานเอาเป็นว่าคือถนนโลกพระจันทร์ก็แล้วกัน รถขับกัน อย่างไร้กฎระเบียบ โดยสิ้นเชิง มีฝุ่นและควันพิษเต็มถนน ปริมาณรถหนาแน่นมาก และ บีบแตรกันเสียง เซ็งแซ่เลย.. บรรยากาศในเมดานไม่ค่อยสะอาดเลย
มีขี้โคลนขยะเต็มเมือง มีรถราที่ขี้โกงและ โก่งราคา อย่างน่ากลัว นั่งรถไปไหนตกลงราคาเสร็จสรรพ..
พอไปถึงที่ก็โวยวายจะ เอา ค่าโดยสารเพิ่ม ผู้คนที่นี่สูบบุหรี่กันร้อยละ
๙๐ ผู้ชายนะ มีการโฆษณาบุหรี่ทางทีวีกัน อย่างครึกโครม แสดงให้เห็นถึงฮีโร่และความเป็นแมน
รู้สึกดีใจที่ประเทศไทย ไม่ได้ เป็นอย่างนั้น ไม่มีการโฆษณาใดๆให้เป็นอันตรายต่อเยาวชน
ทุกหนทุกแห่งมีการ สูบบุหรี่ แม้กระทั่งในห้างสรรพสินค้า สถานราชการทุกที่
รวมถึงเจ้าหน้าที่ บุคคลากรของรัฐก็สูบในที่ทำงานเป็นปกติ
|
|
๒๐ มกราคม ๒๕๔๕ ได้เวลาเรือออกจากเมืองเมดาน (Belawan Port) สู่จาการ์ตา (Tanjung Priok Port) เรือออก ๑๐ โมงเช้าให้ไปถึงท่าเรือก่อน ๘ โมงเช้า แต่กว่าเฟอรี่จะออกจากท่าได้ก็ปา เข้าให้เที่ยงกว่าๆ ใช้เวลาในการเดินทางถึง ๒ คืน ๓ วัน ในเรือเฟอรี่ขนาดใหญ่ ผู้คน ร่วม ๕ พันคนที่โดยสารไปในเรือลำนี้ เราสองคนได้ซื้อตั๋วในชั้นประหยัด (Economy class) ซึ่งจะมีเตียงนอนเป็นชั้นถูกสุด เพื่อสะดวกในการขนจักรยานและได้เห็นชีวิต ชาวอินโดนีเซียอย่างใกล้ชิด เราสองคนกลายเป็นคนแปลกหน้า ผู้คนจดๆจ้องๆเพราะ ในเรือเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซนต์เป็นชาวอินโดฯ มีฝรั่งชาวต่างชาติหลงไป ๑ คน และก็มี วรรณกับหมูอีก ๒ คน ทุกอย่างดูคล้ายกับคุกในหนังฝรั่งยังไงยังงั้น มีการแจกข้าวทุก ๓ เวลา มีถาดหลุมและกับข้าว..ราดน้ำต้มปลา..ต้มผักอีกเล็กน้อย และกินโดยมือ ไม่มีช้อน พอกินเสร็จก็โยนถาดไว้ข้างๆเตียงนอน บางคนก็ถ่มน้ำลายกันใกล้ๆเตียงนอน ขณะกินอาหารอยู่บ่อยๆ ชวนให้สะอิดสะเอียน ตอนเย็นก็ได้ขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือชมวิว ทิวทัศน์ พอกลับลงมาก็มีคนมานอน บนเตียงของวรรณกับหมู ซึ่งเตียงจะระบุ หมายเลขในตั๋ว ทั้งๆที่สัมภาระต่างๆของเราสองคน วางอยู่ที่ชั้นวางบนเตียงแล้ว ทำอย่างไรก็ไม่ยอมย้าย กระทั่งเจ้าหน้าที่มาบอกแล้วบอกอีกก็ไม่ยอมย้าย เจ้าหน้าที่ก็อ้างว่าเป็นคนบ้า
วรรณกับหมูเลยไปนอนใต้บันไดของทางขึ้นชั้นต่างๆ ชาวอินโดฯบางคนที่เริ่มคุ้นเคยก็เห็นอกเห็นใจ เราสองคนใกล้ถึงจาการ์ต้า วรรณก็เริ่มป่วยอย่างหนัก ตัวร้อนหนาวสั่นตลอดเวลา ด้วยความไม่สะอาดในเรือ และมีแต่คนสูบบุหรี่ วัฒนธรรมการดูดบุหรี่แข็งแรงมาก ผมกังวลใจมากและจะทำ อย่างไรดีเมื่อมาถึงจาการ์ต้า คุณวรรณจะปั่นไหวหรือไม่ ก็ได้แต่ ให้กำลังใจ ว่าขอให้ฮึด แล้วก็ปั่นนะแล้วเราจะไปหาที่พักกันเพื่อให้หายป่วยก่อนเดินทาง คุณวรรณทำได้จริงๆ เมื่อถึงจาการ์ต้ามาตอนค่ำของวันที่ ๒๒ ม.ค. ๔๕ ก็ปั่นลุยกระแสรถ ฝุ่น และความมืด ขณะที่ฝนปลอยลงมาเล็กน้อย ไปสู่ตัวเมืองจาการ์ตา ๑๐ กิโลเมตรแห่งความทรมาน ผมเข้าใจดีและเป็นโรคป่วยของผู้หญิงด้วย น่าชื่นชมในกำลังของคุณวรรณยิ่งนัก เตรียมตัวจะออกจากจาการ์ตาเพื่อเดินทาง จากฝั่งตะวันตกไปสู่ตะวันออกและ สิ้นสุดที่บาหลี แต่แล้วหมูก็มาป่วยอีกคน ทั้ง ๒ คนป่วยกันอย่างหนักก็ได้แต่กินยาและ พักฟื้นอยู่หลายวัน
|
|
|
๒๗ มกราคม ๒๕๔๕ ยังไม่หายป่วยดีนัก..ตัดสินใจออกเดินทางกันเพราะรอนานไม่ได้ ระยะทางยังอีกยาวไกล มาก.. ขณะนี้ยังเป็นฤดูฝนของอินโดนีเซีย ฝนตกทุกวัน คลึ้มฟ้าคลึ้มฝนตลอด หลายๆวันจะเห็นพระอาทิตย์สักครั้งหนึ่ง บางวันปั่นจักรยานไม่ได้เลย เส้นทางที่ปั่นออก ไปเป้าหมายที่วางไว้คือเมืองบันดุง เป็นเมืองใหญ่ที่ถัดออกไป ๑๐๐ กว่ากิโลเมตร แต่ ระหว่างทางนั้นได้ผ่านเมือง Bogor ซึ่งมีความสูงมาก ถนนไต่ขึ้นไปบนภูเขาสูงถึง ๒๐๐๐ กว่าเมตรจากระดับน้ำทะเล เส้นทางสูงชันคดเคี้ยว สวยงามมาก แต่ฝนก็ยังตก อยู่ตลอด ไหล่ทางไม่มี การปั่นค่อนข้างยากบางครั้ง ต้องเข็นบ้างปั่นบ้างสลับกันไป
สองข้างทางสวยงาม มีทั้งไร่ชา และพืชเมืองหนาว ดอกไม้หลากหลายชนิด ความสมบูรณ์ขนาดนี้เหมาะที่จะปลูกพืชเมืองหนาวได้ดี เส้นทางกว่าจะไปถึงบันดุงก็ ผ่านภูเขาอีกหลายลูกสลับกันไป เส้นทางสายหลักของที่นี่ก็เหมือนเส้นทางชนบทของ ไทยเรานั่นเอง แตกต่างกันเพียงว่าปริมาณรถเยอะมาก บางครั้งรถติดเป็นทางยาว หลายสิบกิโลเมตร บนภูเขาดูแล้วแปลกตาดี.. อาหารการกินหลายอย่างใกล้เคียงกับ เมืองไทยทางภาคใต้ มีรสจัด เผ็ด และมีกะทิผสม
|
|
|
๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ ก็ได้เดินทางอย่างช้าๆมาถึงบันดุง ระหว่างทางได้นอนพักที่โรงแรมเล็กๆและ นอนพักกับตำรวจมาตลอดเส้นทาง ตำรวจใจดีมาก สมดังที่ได้รับคำแนะนำมาจาก เจ้าหน้าที่ของสถาณฑูตไทยในเมืองจาการ์ต้า บันดุงเป็นเมืองสำคัญของจาวา ตะวันตกรองจากจาการ์ต้า ได้รับสมยาว่า "ปารีสออฟจาวา" Paris of Java ถนนหนทาง ในบันดุงร่มรื่น มีต้นไม้ใหญ่อายุนับร้อยๆปีเต็มเมือง อากาศค่อนข้างเย็นสบาย อุณหภูมิ โดยเฉลี่ย ๒๐ องศา ทิวทัศน์โดยรอบเป็นไร่ชาและภูเขาไฟ อีกทั้งมีอุทยาน และ น้ำตกที่สวยงาม
อยู่ในเมืองบันดุง ๑ สัปดาห์ ได้สัมผัสกับอาหารฉบับอินโดนีเซียแท้ๆ โดยการปั่น ไปรอบๆเมืองพร้อมกับคุณแบมบัง เขาได้พาไปชมน้ำตก Dago ซึ่งที่นั่นทำให้วรรณกับ หมูรู้สึกตื้นตันใจเป็นยิ่งนัก เขาพาใต่บันไดลงไปชมน้ำตก และพาไปดู ตราพระลัญจกร ของรัชกาลที่ ๕ ซึ่งพระองค์ท่านเคยเสด็จประพาสมาเป็นเวลาร่วมเกือบร้อยปีมาแล้ว ได้สลักไว้ที่ก้อนหิน ๒ ก้อน และมีซุ้มปิดกันไว้อย่างสมบูรณ์แบบมาก รู้สึกภูมิใจและดีใจ ที่ชาวอินโดนีเซียได้ดูแลสมบัติอันล้ำค่าไว้ให้กับชาวไทย และอีกทั้งพระองค์ท่านเคย บันทึกไว้ว่าบันดุงเปรียบเสมือนบ้านที่สองของพระองค์ท่านและยังได้พักที่โรงแรม Savoy Homann วรรณกับหมูก็ได้ไปสอบถามประวัติต่างๆของโรงแรมด้วย อีกสองสามวันต่อมา ทางคุณแบมบังได้นัดเพื่อนๆชมรมจักรยานในบันดุงมาปั่น เที่ยวรอบเมืองด้วยกัน เมืองที่นี่เป็นภูเขาตั้งอยู่บนที่สูง ไม่มีที่ราบเรียบเลย สนุกในการ ปั่นจักรยานอย่างดีล่ะ..
|
|
|
|
|
๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ อำลา..บันดุง คุณแบมบังได้ขับรถมอเตอร์ไซต์ มาส่งที่นอกเมืองเพื่อเดินทางต่อ อีกทั้งแนะนำ ให้ไปพักกับเพื่อนๆของเขาในเมืองต่างๆ พร้อมทั้งให้ไปพักกับคุณแม่ของเขาในเมือง มาลังด้วย เราสองคนขอบคุณในความมีไมตรีและอำลากันที่นี่.. ออกจากบันดุงระยะทาง ประมาณ ๕๐ กม. ถนนส่วนใหญ่จะลง เพราะเมืองบันดุงตั้งอยู่ที่สูงทีเดียว ระหว่างทาง ผู้คนก็โบกไม้โบกมือและตะโกนว่า คนไทยใช่หรือเปล่าที่ลงหนังสือพิมพ์ในบันดุง นั่นเอง มีตลอดทางรู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่ในเมืองไทยยังไงยังงั้นเลย คืนนี้ก็พักกับ ตำรวจเช่นเดิม กว่าจะหลับนอนได้ก็ถูกสัมภาษณ์ซะยกใหญ่ เพราะเขาได้อ่านข่าว ล่วงหน้ามาแล้วและดีใจที่เราสองคนพักกับเขาด้วย รุ่งขึ้นได้ลาตำรวจแต่เช้าแล้วก็ ปั่นข้ามภูเขาที่ Malang Bong ผ่านไปทางเมือง Tasikmalaya และ ต่อไปยังเมือง Ciamis, Ma Jennang, Sumpiuh, Purworejo ระหว่างทางได้พักกับโรงแรมเล็ก สักราคาประมาณ ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ รูเปีย ต่อคืน ก็ตกอยู่ประมาณ ๑๐๐-๑๕๐ บาท นั่นเอง และยังมีอาหารเช้าให้อีกในบางที่ ระหว่างทางได้ผ่านท้องนา ชีวิตชาวชนบท ซึ่งส่วนใหญ่มีชีวิตเรียบง่ายและใช้จักรยานในชีวิตประจำวันกันมาก..เราสองคน รู้สึกกลมกลืนกับพวกเขาเหล่านั้น บางครั้งนักเรียนกลับจากโรงเรียนมีจักรยานปั่น
กลับบ้านร่วมร้อยคัน นักเรียนที่นี่จะเลิกเรียนตอนเที่ยงและตอนเย็น ๒ ช่วงเวลาเรียนทั้ง ประเทศเลย.. ช่วงนี้ปั่นมาสิ้นสุดที่ Borobudur พักที่นี่ ๑ คืนเพื่อที่จะได้เข้าชม วัด Borobudur ในเช้าวันพรุ่งนี้
|
|
|
๑๔ กุมภาพันธ์
๒๕๔๕
Borobudur ๗ โมงเช้า วรรณกับหมูก็เตรียมตัว ออกจากที่พักเพื่อเข้าไปชม Borobudur ซึ่งเป็น สัญลักษณ์ของศาสนาพุทธที่ใหญ่ที่สุดในโลก สร้างในสมัยของราชวงศ์ Sailendra อยู่ในระหว่างปี พ.ศ. ๗๗๘-๘๕๖ สร้างก่อน อังกอวัด Ankor Wat ประมาณ ๓๐๐ ปี ตั้งอยู่ห่างจากเมือง Yogyakarta ๔๒ กิโลเมตร บนความสูง ๑,๐๐๐ เมตร จากระดับน้ำทะเล ได้มีการปรับปรุงกันมา หลายยุคหลายสมัยตั้งแต่ชาวดัทช มาปกครอง ก็ได้ปรับปรุงกันไปครั้งหนึ่งเมื่อ ๑๙๐๗-๑๙๑๑ ต่อมาเกิดความเสียหายอย่างหนักในปี ๑๙๕๐-๑๙๖๐ จากแผ่นดินไหว ปี ๑๙๗๓ UNESCO ได้ช่วยสนับสนุนในการปรับปรุง ใช้คนถึง ๗๐๐ คน ทำงานกันอย่างหนักถึง ๖ วันต่อสัปดาห์ ใช้เวลาถึง ๑๐ ปี กว่าจะ ศึกษารายละเอียดได้สมบูรณ์แบบใช้หินถึง ๑,๓๖๐,๒๓๒ ก้อน ใช้เงินมากถึง ๒๕ ล้าน ดอลล่าห์สหรัฐ เสร็จสิ้นและประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อปี ๑๙๘๓ และประธานาธิบดี ซูฮาโต้ของอินโดนีเซียก็ได้หวังว่าจะอยู่ไว้ร่วมอีก ๑,๐๐๐ ปีต่อไป หลังจากได้ชมและ ชื่นชมโบราณสถาณอันน่ามหัศจรรย์แล้ว วรรณกับหมูก็รีบเดินทางต่อไปยังเมือง Yogyakarta ระยะทาง ๔๒ กม. บ่าย ๓ โมงตรงมีนัดกับชมรมจักรยานของเมืองนี้ที่ Tugu ศูนย์กลางของเมือง มีคุณ M, คุณ Budi, คุณ Hary มารับ ซึ่งท่านทั้งหลาย ก็เป็นเพื่อนของ คุณแบมบังในเมืองบันดุง ที่แนะนำมา เขาพาเราไปหาที่พักราคาถูก พร้อมทั้งเพื่อนท่านอื่นๆได้มาสมทบและพูดคุยกันจนถึงค่ำ และพรุ่งนี้ก็มีนัดหมาย ไปทำกิจกรรมร่วมกัน
|
|
|
๑๕
กุมภาพันธ์
๒๕๔๕
เมือง Yogyakarta (Central Java) เป็นเมืองเก่าแก่คู่กับเมือง Solo เมื่อครั้งก่อนสมัยที่ยังมี พระเจ้าแผ่นดิน พระราชวังตั้งอยู่ที่เมือง Yogyakarta และ Solo มี ๒ ราชวงศ์ และมา สิ้นสุดในสมัย พี่ดัทช เข้ามาปกครองนั่นเอง ๖ โมงเช้า ทุกคนก็มารับวรรณกับหมูจากที่พักได้พาไปปั่นออกนอกเมืองไปทาง ทิศใต้ระยะทาง ๒๐ กม. พอไปถึงได้ พบกับกลุ่มจักรยานขนาดใหญ่ พบปะกันเป็นประจำ ทุกวันศุกร์ ส่วนใหญ่อายุเฉลี่ยอยู่ที่ ๕๐ ปี และเป็นนักธุรกิจในเมือง Yogyakarta นั่นเอง ทุกคนใจดี มีคนจ่ายค่าอาหารเช้าให้เราสองคน เขาบอกว่า เขาเคยมาเมืองไทย เพราะฉะนั้น รู้สึกดีที่คนไทยมาที่นี่และขอต้อนรับเราในอินโดนีเซีย และโดยเฉพาะ หมูนั้นหน้าตาเหมือนคนอินโดนีเซียและเหมือนคน Yogyakarta เขาภูมิใจมากที่ คนเอเซียด้วยกันออกเดินทางรอบโลกโดยจักรยาน ต่อจากนั้น เพื่อนๆและคุณลุง DWI อายุ ๖๔ ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในชมรมจักรยานได้ พาเราสองคนเดินขึ้นภูเขามีขั้นบันไดถึง ๔๐๙ ขั้น ไปชม Imogiri สุสานของราชวงศ์ Yogyakarta และ Solo ที่นั่นยังมีโอ่งน้ำโบราณขนาดใหญ่ใบหนึ่งซึ่งเขียนว่าได้มาจาก เมืองไทย (Dari Siam) คุณลุง DWI เล่าให้ฟังว่าพระราชาสมัยก่อนมีมเหสีเยอะมาก และมเหสีองค์หนึ่งก็มาจากเมืองไทย และได้โอ่งกำนัลมาจากเมืองไทยด้วย ตอนเดินทางกลับในเมืองได้ปั่นผ่านชุมชมที่ทำงานศิลปะหัตถกรรม ได้ไปชมการ ทำวายัง (Wayang) ทำจากหนังวัว หน้าตาใกล้เคียงกับหนังตะลุงในภาคใต้ หรือ หนังใหญ่วัดขนอนนั่นเอง และเล่นเรื่อง Ramayana เป็นหลัก เล่นตามงานต่างๆที่แสดง ความยินดี ๑๖ ก.พ. ๔๕ ยังอยู่ใน Yogyakarta อีก ๑ วัน เพื่อชมเมืองซื้อของเพื่อเป็นเสบียงในการ เดินทางต่อ ในเมืองทุกๆเมืองที่ผ่านมาตลอดได้พบกับรถม้าใช้รวมกับรถยนต์ ทุกเมืองจะแตกต่างกันไป มี ๒ ล้อบ้าง ๔ ล้อบ้าง ทำให้นึกถึงสภาพเมื่อครั้งสมัยโบราณ แต่ในอินโดนีเซียโบราณผสมกับปัจจุบันได้อย่างกลมกลืนเหลือเกิน และสัมพันธ์ แนบแน่นยากที่จะเปลี่ยนแปลง
คุณลุง DWI ได้พาวรรณกับหมู เข้าไปชมและเล่าถึงประวัติของวัดอย่างละเอียด รวมถึงเรื่องราวของ Ramayana ที่สลักอยู่ตามผนังโดยรอบวัด..คุณ Budi เข้ามากอดหมู เพื่อร่ำลาและดีใจที่มีหน้าตาละม้ายคล้ายกันมาก..ยังเรียกหมูว่า"น้องชาย".. ได้ให้ภาพ เขียน เป็นของกำนัลจากฝีมือเขาด้วย หลังจากนั้นทุกคนก็ อำลากันเพื่อเดินทางกลับ และย้ำอีกว่า "หลังจาก ๓ ปีไปแล้ว เราค่อยเจอกันใหม่นะ วรรณหมู..." เราสองคนดีใจ และปลื้มใจมากๆที่ทางชมรมจักรยานและเพื่อนๆทุกรุ่นทุกวัย ได้มีความสัมพันธุ์กัน เป็นอย่างดี ระหว่าง ๒ ประเทศ ไทย-อินโดนีเซีย ด้วยความ ขอบคุณยิ่ง...
|
| Copyright©2000 ThaiBikeWorld.com | All rights reserved |