ตอนที่ 2 : น้ำใจและมิตรไมตรี
หน้า 1 | 2 | 3


น้ำใจและมิตรไมตรี

มาแล้วครับออสเตรเลีย ช่วงที่ ๒ ตอน ๒ ของเรา ประเทศออสเตรเลีย แห่งนี้ใหญ่ กว้างมาก เรื่องเล่า เรื่องราวย่อมยาวเป็นธรรมดา ตามประสา คนปั่นจักรยาน ทุกๆ รอบวงล้อหมุนย่อมมีความเป็นไป ให้ได้ประสบพบเห็น อย่างละเอียดช้าๆ ช่วงแรกเป็นช่วงผจญภัยห่างไกลกันดารหนักหนา สาหัสเอาการ กว่าจะผ่าน มาถึงช่วงนี้ได้ เท่ากับครึ่งทางที่เราได้ผ่านมาแล้วและ ได้พูดกล่าวถึง ประวัติศาสตร์บางส่วนบางแง่มุมที่นั้นแสนจะเจ็บปวดต่อผู้ได้รับรู้อย่างลึกสุดหัวใจ ถ้าเรามัวแต่ย้ำ ถึงเรื่องเก่าๆ ตลอดเวลาอยู่นั้นย่อมไม่ยุติธรรมต่อใครๆ ทุกฝ่าย เราลืมอดีตเก่าๆ เรื่องราวอันเจ็บปวดความหลังเก่าๆ ของออสเตรเลียทิ้งไว้ก่อนดีกว่า ช่วงนี้เรามาถึงภาวะของยุคนี้วันนี้ ยุคแห่งน้ำใจและไมตรีที่ Thai Bike World เราสองคนได้สัมผัส ได้รับในแผ่นดินนี้อย่างอบอุ่น ที่มิอาจลืมเลือนเลย

มิถุนายน ๒๕๔๕ เป็นเวลา ๑ เดือนเต็มที่เราสองคนได้หยุดการปั่นจักรยานลง ณ เมือง Adelaide (South Australia) ได้ทำกิจกรรมมากมาย ได้พบปะเพิ่มพูน มิตรภาพกับชาวบ้านชาวเมืองที่นี่อย่างแนบแน่น จนกลายเป็นเมืองที่อยู่ในหัวใจเรา ยากแก่การจะอำลาต่อกัน มันยากที่จะเอ่ยอำลาใดๆ เมื่อจะจากใครที่เราคุ้นเคย กันแล้ว

 

๑ มิถุนายน ๒๕๔๕

เราสองคนได้อำลาพี่นี้ย์ที่ (พาราฟิวส์การ์เด้น) มุ่งหน้าปั่นเข้าเมือง Adelaide ไม่นาน เราก็ถึงใจกลางเมืองอย่างไม่ยากเย็นนัก ใกล้ๆ เมืองเข้าไปเรื่อยๆ นั้น มีเลนส์จักรยาน ตลอด สะดวกต่อการปั่นจักรยานทีเดียว เราหาที่พักเป็น แบคแพคเกอร์หลายแห่ง เปิดโพยดูและปั่นไปรอบๆ เมืองเพื่อหาที่พัก มีอยู่แห่งหนึ่ง เราได้แวะไปดู และแล้วก็ปิด ไม่มีเจ้าหน้าที่ อาจจะเป็นวันเสาร์ก็ได้ เพราะที่นี่ เขาทำงานเป็นเวล่ำเวลามาก ขณะที่เราง่วนอยู่กับแผนที่เพื่อหาที่ใหม่ ก็ได้พบกับลุงแก่ๆ คนหนึ่ง เอาโบรชัวมายื่นให้ ๑ ใบ และบอกว่าที่ Adelaide Bacpackers Inn ยินดีต้อนรับ พร้อมทั้งยิ้มให้ด้วย ความรู้สึกอบอุ่นดีจัง เราจึงเลิกที่จะไปที่ไหนๆ มุ่งหน้าไปยัง Adelaide Backpackers Inn เลย และพักที่นั่น ตั้งใจไว้ว่าจะพัก ๑ สัปดาห์ ทำธุระ ดูบ้านดูเมืองเขาซะหน่อย แล้วค่อยๆ เดินทางต่อไปยัง Melbourne และ Sydney ตามเป้าหมายที่วางไว้ต่อไป

หลังจากเราได้ที่พักอย่างอุ่นใจแล้ว เราได้ทำกิจกรรม เริ่มต้นจากที่นี่ ที่นี่เป็นฐาน ในการพบปะใครต่อใคร ประการหนึ่งที่เราทำกันตลอดเวลานั้นคือ กิจกรรมโรงเรียน เราตั้งใจและปรารถนา ที่จะไปพูดตามโรงเรียนต่างๆ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน เรื่องราวสาระบางมุมให้กับนักเรียนไทยได้ทราบว่า แต่ละประเทศเขาเป็นอย่างไร และนักเรียนที่เราได้ไปพบปะก็จะได้ทราบว่า นักเรียนไทยเป็นอย่างไรด้วย

ที่มากไปกว่านั้นคือ เราได้พูดคุยแลกเปลี่ยน แนวความคิด ทัศนะอย่างกว้างขวางด้วย ในระดับโรงเรียนนะครับ ไม่ใช่ระดับ โลก พูดให้นักเรียนฟังเกี่ยวกับการเดินทาง โดยจักรยานของเรา พูดถึงฝัน.. ทำไมต้องฝัน.. และใครฝันอย่างไร ฝันที่สามารถกระทำได้อย่างมีเหตุผล มันจรรโลงโลกให้สวยงามขึ้น และเราก็ได้ ไปพบปะและทราบความฝันของเด็ก นักเรียนน้องๆในประเทศออสเตรเลียแห่งเมือง Adelaide แห่งนี้ถึง ๔ โรงเรียนด้วยกัน ตั้งแต่ The Heights, Parafields Garden, Mercedes College, Restrover College ทำให้ได้รับทราบว่านักเรียนที่นี่มีคุณภาพ ทีเดียว เก่งและมีความสามารถในการแสดงออกสูงกว่าเด็กไทย พอควรล่ะ นี่สิครับ.. สิ่งที่ควรเอาอย่าง กล้าในสิ่งที่ควร.. ไม่ใช่กล้าในสิ่งที่ไม่ควรนะครับ

ที่เมือง Adelaide เราละเลยไม่ได้ที่จะไปพบ และคารวะกับท่านกงสุลไทย ซึ่งท่านเป็น กงสุลไทยกิตติมศักดิ์ แต่มีความสัมพันธ์ผูกพันกับเมืองไทย อย่างไกล้ชิดมาก คือ คุณเจย์ วอลตัน ท่านได้ให้คำแนะนำมากมาย พร้อมทั้งแนะนำให้รู้จักคุณ จอหน์ ด้วย ซึ่งท่านเป็นสามี และเชิญเราสองคน ไปที่ทำเนียบท่านกงสุล และรับประทานอาหาร ด้วยกัน คุณจอหน์ทำอาหารไทย ให้ทานด้วย แกงเขียวหวานไก่ อร่อยเด็ดไปเลย คุณเจย์ได้ติดต่อหนังสือพิมพ์ Sunday Mail ให้มาสัมภาษณ์เราสองคนเกี่ยวกับ การเดินทาง ด้วยจักรยาน ซึ่งกำหนดวันนัดหมายกันหลังจากนั้น คุณเจย์ได้ขับรถ มาส่งเราสองคนถึงที่พัก Adelaide Backpackers Inn ท่ามกลางความหนาวของอากาศที่เข้าสู่ฤดูหนาว เต็มตัวแล้ว

เรายังใช้เวลาสำรวจใจกลางเมืองด้วยการเดินเท้าไปทำธุระในร้านล้างรูป ล้างฟิลม์ เดินหาร้านที่มีคุณภาพและราคาถูก ร้านแล้วร้านเล่าจนเจอ ร้านที่ถูกใจ เข้าให้ การเดินไปหามั่วๆ ไม่ค่อยจะเจอหรอกครับ ที่นี่เขามีอินฟอเมชั่น ให้บริการ นักท่องเที่ยว สามารถสอบถามได้ทุกมุมอย่างละเอียด ผู้ให้บริการ ยิ้มแย้มแจ่มใส และมาทำงานได้ความรู้สึกอยากทำเพื่อช่วยบ้านเมือง คือเป็นอาสาสมัคร ที่ไม่รับ ค่าจ้างรางวัล เพราะเขาทำเพื่อความสุขนั่นเอง เราได้ใช้บริการและประทับใจ จนเป็นความทรงจำขึ้นมาจนได้ เมื่อเราได้ไปสอบถามเจอกับ คุณป้า เจนส์ และป้าเชอรี่ เราได้เล่าพื้นฐานให้ฟังว่าเรามาทำอะไร ต้องการอะไรในเมืองนี้ หลังจากคุยเสร็จแล้วก่อนลากัน ป้าเจนส์ ถามว่า วันพฤหัสบดีที่ ๑๓ มิ.ย. ว่างไหม ค่ำๆจะไปรับที่ Backpacker มาทานอาหารที่บ้านฉัน เราตอบรับ ส่วนป้าเชอรี่ไม่ได้ น้อยหน้า คืนต่อมาขอนัดหมายด้วย ไปทานอาหารที่บ้านเช่นกัน ถึงเวลานัดหมาย ที่บ้านป้าเจนส์ เขาได้มารับตามหมายกำหนดเป๊ะ วันนี้เองเราได้ทราบเรื่องราวของ ครอบครัวป้าอย่างลึกซึ้ง ยิ่งทำให้เราแนบแน่นขึ้นเป็นทวี เมื่อได้รู้จักกับน้องสกาย ลูกสาวของป้าที่เคยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน มาใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทย ๑ ปี พูดคุยภาษาไทยปร๋อเลย มีมนุษย์สัมพันธ์ยอดเยี่ยม ภาษาของน้องสกายยังชัดเจน แม้เธอจะอำลาเมืองไทยมาแล้วถึง ๓-๔ ปี และที่ลึกซึ้งเข้าไปอีก ทางครอบครัว ป้าเจนส์ ได้นัดกับครอบครัวคุณ ทริส (ชมพู่) คุณ ร้อบ (ลพ) มาพบปะทานอาหาร ด้วยกัน ครอบครัวนี้มีความสัมพันธ์แนบแน่น กับเมืองไทยมาก โดยใช้ชื่อไทย ของตัวเขาเอง สามีและลูกๆทุกคนทั้งสามคน ได้มีความแนบแน่นนั่นคือ เธอได้เป็น นักเรียนแลกเปลี่ยนมาประเทศไทยเมื่อ ๑๘ ปีมาแล้ว เธอยังร่ำเรียนภาษาไทย อย่างต่อเนื่อง น้องสกายลูกป้าเจนส์ได้มาอยู่ที่จังหวัดตราด ส่วนพี่ชมพู่ (Trish) ได้มาอยู่ที่สัตหีบ จ.ชลบุรี ปัจจุบันนี้เธอทั้งสองยังคงติดต่อกับครอบครัว ในเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง และไปมาหาสู่บ่อยๆ ไม่ขาดระยะ ฮื้อ… ปลื้มใจจริงๆ ไม่คาดไม่คิดว่าจะได้เจอเรื่องราวดีๆ แบบนี้

วันต่อมา… สามีของคุณป้าเชอรี่ก็มารับ ตามคำนัดหมาย ไปทานอาหารที่บ้านเขาเช่นเดียวกับป้าเจนส์ เพียงแต่เรากลับได้ เพื่อนต่างวัย เพิ่มขึ้นถึง ๔ คน เขาเหล่านั้นล้วนแต่เป็นคนที่เกษียณแล้วและใช้ชีวิต อย่างมีความสุข กับการทำกิจกรรมเพื่อสังคม และเดินทางดูโลกกว้างทุกๆ ปี มีเรื่องราวสาระที่เป็นประโยชน์ต่อเราสองคนเป็นอย่างยิ่ง ป้าเชอรป้าเชอรี่กับสามี บ๊อบบี้และโรบิ้น สองคู่สามีภรรยาที่คุยสนุก ครื้นเครง ทำให้เรารู้สึกว่า นี่แหล่ะคุณภาพของชีวิตคนที่สังคมมีระบบระเบียบจะเป็นแบบนี้ นั่นเป็นฝันของใครๆ ในเมืองไทย อีกหลายคน

การทานอาหารด้วยกันก็จบลงอย่างมีความสุข แต่ความสัมพันธ์ของเรากับ หลายๆครอบครัวก็ไม่ได้จบลงแค่นั้น เราได้รับความอนุเคราะห์จากครอบครัวป้าเจนส์ พาเราเที่ยวชม Adelaide Hill ได้ไปอุ้มหมีโคอาล่าที่ George Wildlife Park และไปสัมผัสรอบๆ Hill อย่างทั่วถึง เป็นการเปิดหูเปิดตาอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น ป้าเจนส์ได้พาไปดูบ้านของเขาในตอนวัยเด็ก และเล่าจนเห็นภาพถึงการใช้ชีวิตใน สมัยเก่าก่อนที่ต้องเดินเท้าเข้าเมือง เอาเนื้อวัว นมวัวมาแลกเป็นอาหาร เป็นการตุนไว้ใช้ในครอบครัวจนครบรอบปี... ปีแล้วปีเล่า

ครอบครัวพี่ชมพู่ได้พาเราสองคนนั่งรถออกไปจาก Adelaide ไปเมือง Goolwa ระยะทางร่วม ๑๐๐ กิโลเมตร ได้สัมผัสบรรยากาศของครอบครัวที่น่ารัก บรรยากาศสองข้างทางอย่างเต็มอิ่ม เท่านั้นยังไม่พอ ยังได้พาเราสองคนไปนั่งรถไฟ จากเมือง Goolwa ไปยังเมือง Victor Harbour เป็นรถไฟสายประวัติศาสตร์ เป็นรถไฟสายแรกของออสเตรเลียกันเลย ซึ่งเขาอนุรักษ์ไว้ให้คนรุ่นหลังได้สัมผัสใน บรรยากาศเก่าๆ อย่างครบถ้วนสมบูรณ์แบบเดิม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ สิ้นสุดจากรถไฟ ก็ต่อด้วยการนั่งรถม้าขนาดใหญ่ ม้าแข็งแรงมาก ลากรถเลื่อนพาผู้คนข้ามเกาะ ไปชมวิว ดูนกแพนกวิน ดูปลาวาฬ เรียนรู้ประวัติศาสตร์อย่างจุใจ เรากลับบ้านค่ำ เติมด้วยอาหารไทยอีก ๑ มื้อ ด้วยครอบครัวของคุณพี่ชมพู่เป็นเจ้าภาพ ขอบคุณในความกรุณาทุกประการเลยครับ

 

๑๖ มิถุนายน ๒๕๔๕

หนังสือพิมพ์ Sunday Mail ได้ลงข่าวการเดินทางของเรา ผู้คนได้ทราบความ ตั้งแต่วันเดินทางไป Goolwa เราได้กินไอศกรีมฟรีๆเพราะเขาชื่นชมและให้เกียรติกับ คนที่ปฏิบัติและกระทำในสิ่งเหล่านี้ ประเทศออสเตรเลียแห่งนี้เขานิยมความคิด ทำนองนี้อย่างจริงจังและส่งเสริมชัดเจน อีกทั้งผู้คนกล้าคิดกล้าทำเสียด้วย จึงเป็นสิ่งที่ดีไม่น้อยเลย เราได้รับอีเมล์จากหลายคน เขียนมาแสดงความชื่นชมและ ให้กำลังใจเมื่อหนังสือพิมพ์ลงข่าวคราวแล้ว อย่างน้อยเราได้ผ่านทะเลทราย Nullarbor มาแล้วนั่นคือ จุดที่ค่อนข้างยากในทางสภาพอากาศ แต่ยังมีจุดที่ยาก อีกหลายจุด ในการเดินทางในประเทศนี้เราจึงต้องเตรียมวางแผนกันต่อเนื่อง

ในวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๔๕ คุณยายแอนได้นัดหมายกับเราสองคน หลังจากตอบอีเมล์ไปมากันแล้วและ คุณเจมส์ก็เป็นอีกครอบครัวหนึ่งที่เขาก็มีฝัน ในการเดินทางด้วยจักรยานไปในที่ต่างๆ ได้นัดหมายเจอกันในวันนี้เช่นกัน

คุณยายแอน อายุกำลังจะครบ ๘๓ ปี ในไม่กี่วันข้างหน้า ได้นัดเราพูดคุยกันที่ โรงแรมไฮแอท คุณยายมีชีวิตอยู่คนเดียวในบ้านพักคนชรา คุณยายมีสุขภาพดี ยิ้มแย้มแจ่มใส สุขภาพแข็งแรง ท่านปรารถนาจะเจอเราสองคนให้ได้ ท่านบอกว่าเราสองคนจุดประกายท่านเป็นอย่างยิ่ง แต่ไม่ใช่เลย.. เรากลับรู้สึกว่า เรานั้นช่างเป็นเด็กน้อยอ่อนด้วยเยาว์วัยยิ่งนัก เมื่อเจอกับคุณยาย ท่านเรียนรู้ และใช้อินเตอร์เนตเป็นตอนอายุ ๘๐ และสามารถใช้ได้ดี มีชีวิตประจำวัน อย่างคนปกติ ขับรถยนต์ นั่งรถเมล์ เดินเหิรคล่องแคล่ว นี่สิ.. คนที่เรารู้สึกว่า ทำให้เรามีพลังต่อสู้ไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง เราเจอกันวันนี้ก็ยังไม่จบลงง่ายๆ ในความสัมพันธ์ของเรา เราได้นัดหมายไปทำอาหารให้คุณยายแอนกินถึงที่บ้าน เป็นอาหารไทยๆ พร้อมทั้งทำกล้วยบวดชีให้ด้วย คุณยายชอบและติดอกติดใจ และขอร้องที่จะเจอกันอีกครั้งที่โรงแรมไฮแอทแห่งนี้ เราได้พบประสานสัมพันธ์กัน อย่างต่อเนื่อง คุณยายได้บอกอย่างมั่นใจในสุขภาพและกำลังใจที่มีว่า ฉันเชื่อว่าฉันจะอยู่ได้ถึง ๑๐๐ ปี เมื่อใดครบรอบปีที่ ๙๙ เธอสองคนจะมางานวันเกิด ฉันไหม.. ผมกับวรรณตอบรับและยินดีจะมาหาท่านแน่นอน.. เมื่อถึงเวลานั้น เราสัญญาว่าจะมาหาท่านแน่นอน..

ในเย็นนั้นมีชายแปลกหน้าสูงโย่งมาคอยเราสองคนที่ Adelaide Backpackers Inn เขาคือคุณ เจมส์ ผู้ที่นิยมชมชอบจักรยาน พาเราสองคนเดินทาง ขับรถย้อนขึ้นไปบนภูเขา Mt. Lofty เป็นจุดชมวิวที่มองเห็นเมือง Adelaide ได้ทั้งเมือง และวนไปตามทางแคบๆ สวยๆบนป่าแห่งนั้นและมาโผล่ที่บ้าน มองเขาซึ่งตั้งอยู่บนยอดภูเขา ได้พบกับคุณพ่อคุณแม่ของเขา และได้ไปดู กิจการน้ำดื่มที่เป็นสปริงวอเตอร์จากธรรมชาติบนยอดเขา Mt. Lofty ซึ่งครอบครัวเขา ผลิตน้ำดื่มให้กับ ๕ แบรนด์ดังในเมือง Adelaide ด้วย เขาพูดว่า ชีวิตนี้ไม่ไช่ เอาแต่งานอย่างเดียวจนแก่แล้วก็ตายไป ชีวิตนี้ต้องการที่ จะเรียนรู้โลกภายนอก ไปด้วยต่างหาก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ ก็สนับสนุนความคิดนี้ และคอยเป็นกำลังใจให้กับ คุณเจมส์ด้วย

อีกครอบครัวนึงที่เราได้สานความสัมพันธ์กันต่อไป หลังจากไปทานอาหาร บ้านป้าเชอรี่แล้ว คุณโรบิ้นกับคุณบ๊อบบี้ได้โทรมาหาและนัดหมายเรา ออกไปชมรอบๆ เมือง Adelaide ในครั้งแรกเราก็พูดกึ่งๆ ปฏิเสธด้วยความเกรงใจ เขาก็ได้ถามว่าคุณสองคนไปมาหมดแล้ว ยกเว้นแต่ Barrossa Valley เขาได้กล่าวต่อไปว่า เมื่อท่านเดินทางไป Bangkok แล้วท่านไม่ได้ไปวัดพระแก้ว นั่นล่ะใช่เลย.. ทำนองเดียวกัน ถ้าท่านมาเมือง Adelaide แล้วท่านไม่ได้ไป Barrossa Valley ก็เหมือนกัน ฉันใดฉันนั้น เราตกลงรับคำแล้วก็เดินทาง ไปชมไร่ไวน์ขนาดใหญ่ที่ไม่เคยเห็นที่ใดมาก่อนว่าใหญ่ขนาดนี้ พร้อมทั้งได้ไป ชมการผลิตไวน์แบรนด์ต่างๆ หลายแห่ง ได้รู้จักกับชื่อดีๆ มากมายที่ผลิตจากแหล่งนี้ ราคาไม่แพงอย่างที่คิด มีชื่อติดระดับโลกทั้งนั้น นี่ถ้าไม่ได้มาก็ไม่รู้นะเนี่ยว่า แหล่งผลิตไวน์ดีๆ ของโลกมิได้อยู่ที่ฝรั่งเศสเพียงแห่งเดียวเสียเมื่อไหร่ ชนเชื้อสายที่ ผลิตไวน์แถบนี้ส่วนใหญ่เป็นชาวเยอรมัน ที่อพยพมาแต่เก่าก่อนและยังอนุรักษ์ อำลากับอาหารค่ำที่บ้านของของโรบิ้นและบ๊อบบี้ ใกล้ๆ กับหาด Glenelg แบบรวมญาติ เดินชมเมืองรอบๆก่อนกลับมานอนอย่างมีความสุข

ขอเล่าเท้าความเมื่อเริ่มแรกที่มาถึงเมือง Adelaide นิดหน่อย วันที่พบลุงคนที่ แนะนำให้มาพักที่ Adelaide Backpackers Inn เขาคือลุงปีเตอร์ ที่ใครๆ ก็ตาม ต้องรู้จักเมื่อมาถึงเมืองนี้และพักที่ Backpacker แห่งนี้ ชื่อของเขาถูกเขียน ถูกเล่าถึงไปทั่วสารทิศอย่างมิขาด ก็ถึงบอกว่า.. ถ้าไม่เล่านั้นไม่ได้เลย มันพิเศษมากเลยที่ Adelaide Backpackers Inn คนที่เป็นลูกค้ามาพักที่นี่ย่อมได้รับทุกคนเท่าเทียมกันคือ พายแอ้ปเปิ้ลและไอศกรีม เป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ของที่นี่เขาล่ะ ในเวลา ๓ ทุ่ม ๑๕ ทุกคืน ไม่มีวันหยุด ทุกคนเดินเข้าไปในครัวได้เลย กินเท่าไรก็ได้ ไม่จำกัดความอิ่ม บริการโดยลุงปีเตอร์คนนี้แหล่ะ ลองคิดดู เราสองคนพักอยู่ที่นี่ ๑ เดือน กินทุกวัน พาย + ไอศกรีม แล้วไม่อ้วนจะเอาเท่าไรล่ะ รู้สึกฉุไปเลย ไม่ไปกินก็ไม่ได้ เขาจะหาว่าหายหน้าหายตา ลุงปีเตอร์จะเดินไป ทุกๆมุมทุกๆห้องและส่งยิ้มแล้วบอกว่า พายไทม์...พายไทม์.. เป็นที่รู้กัน และกล้ายืนยันได้ว่าที่นี่แหละบริการดีที่สุด ประทับใจที่สุด ลองมาสัมผัสแล้วจะรู้ได้ ขณะที่เราพักอยู่ที่นี่ ๑ สัปดาห์ ล่วงให้แล้ว เจ้าของที่พัก คุณ เด็บบร้า ได้บอกกับเราว่า ไม่ต้องจ่ายอีกแล้วค่าที่พัก เขายินดีให้เราพักฟรีตามแต่จะอยู่ เล่นเอาเราย่ามใจ อยู่ไปเลย ๑ เดือน ฮิๆ แถมกินพายฟรีทุกคืนด้วย เท่านั้นยังไม่พอ ข้าวสารฟรี (หุงเอง) กาแฟฟรี ชาฟรี (ชงเอง) เขาไม่เน้นกำไรมาก เขาเน้นความสัมพันธ์ เพราะบริการดี และเขาก็ให้ความสนับสนุนเราเป็นอย่างดี มากเลย ขอบคุณคุณ เด็บบร้า คุณเมลคัม (หุ้นส่วน) คุณลุงปีเตอร์ และพายไทม์ ขอบคุณที่เรารู้จักกันแล้ว ผลพวงมาจาก คุณ เด็บบร้า เคยมาเมืองไทยและ ได้รับบริการที่ดี เขาประทับใจ เรื่องมันถึงเป็นเช่นนี้แล..

 

 

 

๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๕

เราอยู่ที่นี่มานาน นานจนจำทุกมุมทุกจุดได้ดี สามารถหลับตานึกถึง สถานที่ต่างๆ เรื่องราวมากมายจนเพื่อนฝูง มิตรสหาย ความทรงจำดีๆ เหล่านี้ จะถูกบันทึกลงในความทรงจำของเราสองคน ในส่วนหนึ่งของชีวิตที่ไม่อาจลบล้างไปได้เลย แม้กาลเวลาจะผ่านไปนานเพียงใดก็ตาม เรากลับสัญญาด้วยห้วยใจที่ดีต่อกัน ว่าจะสานต่อความสัมพันธ์ มิตรภาพที่ดีตลอดไป เรื่องราว ๑ เดือนเต็ม เต็มไปด้วย ความรู้สึกยินดีปรีดา วันนี้แล้วล่ะเป็นวันที่เราจะต้องลาจาก Adelaide เสียที ไปตามเป้าหมายไปตามเส้นทางที่หัวใจเรียกร้อง จุดหมายช่วงต่อไปคือเมือง Melbourne ระยะทางร่วม ๑,๐๐๐ กม. เราตั้งใจจะเดินทางเลียบชายฝั่งทะเล แทนการปั่นบนไฮเวย์ A8

๘ โมงเช้า ตามกำหนดการออกเดินทาง เราสองคนวุ่นอยู่กับจัดของ สัมภาระ อีกครั้งตั้งแต่เมื่อคืน มันลำบากพอดูเพราะเราหยุดการปั่น ๑ เดือน จะปั่นก็แต่ไปพูดที่โรงเรียนไกล้เท่านั้น ทุกคนมาพร้อมหน้า มาส่งเราออกเดินทางต่อ มีคุณ เด็บบร้า ครอบครัวพี่ชมพู่ พร้อมทั้งพี่ร้อบและลูกๆ มีเพื่อนชาวเกาหลี ชาวฮอลแลนด์ เราพูดคุยกันนานพอดู ยังไม่ถึงเวลาจะอำลา ไม่รู้จะเอ่ยคำลาใด เราอยู่กันจนเป็นญาติกันไปแล้ว เด็กๆ ครอบครัวของพี่ชมพู่ ก็เข้ามากอดหอมแก้ม ลาเราสองคน เราตัดใจเด็ดขาด ลาและปั่นออกไปโดยมีเพื่อนๆ คอยโบกมืออำลา จนสุดสายตา เลี้ยวขวาไปยังภูเขา Mt. Lofty ต่อไป พี่ชมพู่กับครอบครัวยังขับ รถยนต์ตามมาในช่วงสั้นๆ และอำลากันในที่สุด ออกจาก Adelaide มิได้ง่ายนัก ทั้งความสัมพันธ์กับผู้คนและ ภูเขาที่สูงชัน ถนนที่ออกจากเมืองจะถูกกั้นไว้ด้วย เทือกเขาสลับซับซ้อน หลายกิโลเมตร ยากแก่การควบคุมเวลา อีกทั้ง ๑ เดือนที่หยุดไป ทำให้เราออกตัวได้ยากมาก แต่ช้าๆได้พร้าเล่มงาม เราสามารถผ่าน กลุ่มเทือกเขาเหล่านี้ไปได้ด้วยความพยายาม... เข็นรถขึ้นภูเขา คุณเจมส์คอยเรา อยู่ที่ Mt. Lofty เพื่อจะได้ส่งเราในช่วงหนึ่ง แต่เราทำเวลาหล่นหายไปแถบภูเขา เสียหลายชั่วโมง ทำให้เขาเปลี่ยนใจ จากการจะไปส่ง ขอเป็นผู้ชี้แนะเส้นทางแทน ดีกว่า ไม่งั้นจะกลับบ้านไม่ทัน เราได้แวะเมือง Stirling ทานซุปร้อนๆให้คลาย ลมหนาวลงบ้าง จากนี้เราไปเอง คุณเจมส์กลับบ้าน ลากันตรงนี้ จุดหมายปลายทาง ของเราคือเมือง Strathalbyn ๖๐ กิโลเมตร ขึ้นๆลงๆอยู่บนภูเขา ยากหนักหนา เอาการทีเดียว แต่สองข้างทางทำให้เรามีความสุขกับการปั่นมาก บรรยากาศค่อยๆ เปลี่ยนเป็นฟาร์ม มีวัว มีแกะ ตลอดสลับกับ Hill สวยๆ

ยังไม่ถึงเมือง Strathalbyn ง่ายๆนัก ขึ้นๆลงกับภูเขาเหล่านั้น พอแตะถึงเมือง ตะวันเริ่มพลบค่ำ เรามีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ Summer Hill (Jendo Park) เป็นของคุณ ดั๊กและเจนนี่ คู่ที่เราเคยเจอกันที่ชายทะเล Fowler Bay โน่น เขาเคยไปตกปลาและเจอกับเรา สัญญาว่าจะเจอกันอีกและมาขอพักที่บ้านเขาด้วย ตอนออกเดินทางมานี้ เราได้หาโทรศัพท์มาบอกว่า กำลังปั่นมานะ พอมาได้ครึ่งทาง ก็โทรอีก คราวนี้พอตกค่ำสิ ทางดั๊กกับเจนนี่เริ่มเป็นกังวล ขณะที่เราเริ่มคลำทาง เจอว่าไปทางไหนขณะปั่นไปนั่นเอง อีก ๒-๓ กิโลเมตร จะถึงบ้าน ดั๊กกับเพื่อนๆ ได้ขับรถออกมาตามเราสองคน โบกไม้โบกมือทักทายกันและขับรถนำทาง เข้าไปยังบ้าน ฟาร์ม Jendo อย่างปลอดภัย คืนนี้เราได้พบกับเพื่อนๆและญาติ ของเขามากมายมาร่วมทานอาหารเป็นการต้อนรับเราสองคน ช่างอบอุ่นใจยิ่งนัก มิตรภาพอะไรยิ่งใหญ่เหลือเกิน เป็นห่วงเป็นใยเราสองคนแบบลูกหลาน มาช้าก็ขับรถไปตาม แนะนำเพื่อนๆให้รู้จักเสียโดยรอบ คืนนี้จบอย่างมีความสุข คุณลุงแห่งเมือง Goolwa ก็มาร่วมด้วย อุตส่าห์ขับรถมา เคยเจอกันที่เมือง Fowler Bay เคยให้ปลาเราสองคนกินด้วย

จากการแพลนกว้างๆ ว่าจะพักอยู่ที่นี่เพียง ๒ คืน นั้นไม่พออีกแล้ว ฝนเริ่มกระหน่ำตกลงมาอย่างไม่หยุดยั้ง ตื่นเช้ามา ดั๊กก็ออกมาพูดว่าเธอสองคน ยังไปไม่ได้ เพราะว่าฝนตกทั้งที่ไม่มากนักเราก็ยังสมัครใจอยู่ต่อ รุ่งขึ้นจะไปต่อ ฝนกลับหนักขึ้นไปอีก จนแล้วจนรอดเราต้องอยู่ถึง ๕ คืนที่ Jendo Park แห่งนี้ กิจกรรมจึงเกิดขึ้นมากมาย กว่าจะคาดคิด ได้ไปดูการขี่ม้าต้อนวัวกลับเข้าคอก ฟาร์มบางฟาร์มใหญ่มากจนต้องเรียกว่า สเตชั่น ดั๊กมีความสามารถในการขี่ม้า เป็นเลิศ จึงเป็นที่ไว้วางใจจากผู้คนในแถบนี้ให้ช่วยต้อนวัวกลับเข้าคอกเสมอๆ พร้อมได้ค่าจ้างงดงามเป็นงานอดิเรก หลังจากเลิกงานประจำแล้ว ดั๊กมิได้ไปคนเดียว มักจะชวนลูกสาวของดอนเพื่อนบ้านไปด้วยเสมอเพราะเธอ ขี่ม้าเก่งมากเป็นสายเลือดออสซี่โดยแท้ เรายังได้ช่วยดั๊กกับเจนนี่ให้อาหารแกะ และวัวในตอนเย็นๆ ทุกวัน เพราะดั๊กจะกลับมาจากงานเตรียมอาหารปั่นฟางเก็บไว้ ในวันต่อๆ ไปมิให้ขาด เจนนี่ก็ได้พาเราสองคนไปชมรอบๆ เมืองยามดั๊กไปทำงาน สลับกัน ตอนค่ำเราจะพร้อมหน้าพร้อมตาทำอาหารกินกัน บางครั้งเราก็ช่วย ปรุงอาหารไทยให้เขาบ้าง

๕ คืนนั้นช่างสั้นนัก เราจักต้องอำลากันอีกแล้วหรือนี่ ก่อนเดินทาง ดั๊กได้ให้เราปลูกต้นไม้ปลายไร่ชายฟาร์มของเขาเป็นที่ระลึก พร้อมทั้งให้ชื่อว่า วรรณแอ่นหมู คอนเน่อร์ เสียด้วย ปลื้มใจยิ่งนัก ดั๊กบอกว่าเราเป็นครอบครัว เดียวกันแล้วนะ และลำบากใจที่จะลาต่อกัน ยากที่จะเอ่ยคำลา และบอกกับเราว่า รีบๆปั่นให้จบโดยเร็ว วันใดถึงเมืองไทย เขาจะไปรับเราสองคนที่นั่นบนแผ่นดินไทย กันเลยทีเดียว

ลาก่อนเมือง Strathalbyn อันน่ารัก เรามุ่งหน้าโดยจักรยานคู่ใจของเราต่อไป ทางทิศตะวันออก ผ่านไร่ไวน์ขนาดใหญ่ ผสมกับฟาร์มห่างออกไปเรื่อยๆ ฝนยังคงตกอยู่ตลอดปรอยๆลงมาเป็นช่วงๆ มิได้ขาดเม็ดแต่ก็ไม่ถึงกับลำบาก พอไปได้อย่างสบายๆ ทางขวามือเราได้ผ่าน Lake Alexan Drive เป็น Lake ขนาดใหญ่ ก่อนไหลลงสู่ทะเล กำเนิดโดย Murray River เป็นแม่น้ำสายสำคัญ ของประเทศเลยที่กั้นรัฐ Victoria กับรัฐอื่นๆ โดยรอบนั่นเอง เลียบไปจนถึงเมือง Wellington จึงพักทานอาหารกันริมแม่น้ำ Murray ก่อนจะข้ามแพไปยังฟาก ตรงกันข้าม แพแห่งนี้จะบริการ ๒๔ ชั่วโมง ไม่มีหยุด โดยโยกย้ายพาข้ามฟั่งไปมา ลองมานั่ง คิดดูว่าทำไมไม่ทำสะพานให้รู้แล้วรู้รอด แต่ก็คิดไม่ออก หรือเขาต้องการ บรรยากาศแบบนี้เอาไว้ เป็นการอนุรักษ์เอาไว้หรือเปล่าก็ไม่ทราบ แต่ให้ความรู้สึกที่ดี เมื่อได้ข้ามแพแห่งนี้

ถนนก็มาบรรจบกัน M1 Princess Highway หลังจากข้ามแพนี้แล้ว จักรยานหันหน้าไปทางทิศใต้ และเริ่มรับกับลมที่พัดแรงจนอ่อน เมื่อเปลี่ยนทิศ ก็ย่อมต้องเตรียมใจกับทิศทางลมเช่นกัน นั่นเป็นปัญหาหลักประการหนึ่ง ของนักจักรยาน

 

๕ กรกฎาคม ๒๕๔๕

การเดินทางจาก Strathalbyn มาจนถึงช่วงนี้ยังไม่ได้พักที่ใดๆ เลย นอกจากบ้านผู้ใจดีและเราก็กำลังจะถึง Tatiara Station ห่างไกลจากบ้านดั๊กและ เจนนี่เพียง ๘๐ กิโลเมตร เป็นบ้านของคุณป้าทริสกับลุงแบรี่ เราไม่เคยรู้จัก กันมาก่อนเลย ไม่เคยเห็นหน้าตา เพียงแต่ได้โทรนัดหมายกันว่า จะถึงวันนี้แหละ เป็นความโชคดีที่คุณพี่ชมพู่ ได้ติดต่อไว้ให้ เป็นบ้านแม่ของลูกศิษย์พี่ชมพู่ ต่างคนต่างไม่เคยเห็นหน้ากันหรอก พอไปถึงป้ายบอกว่า Tatiara Station เรายังด้อมๆ มองๆ ไม่เห็นบ้าน จึงปั่นย้อนกลับมาถามบ้านที่ปากซอยว่าไปยังไง เขาก็บอกให้เข้าไปนั่นแหละ พอดีลุงแบรี่ได้ขับรถผ่านมา กำลังจะเข้าบ้าน จึงเชิญเราปั่นเข้าไปข้างใน ปั่นไป ๑ กิโลเมตร จากซุ้มประตูกว่าจะถึงบ้าน ทำไมชื่อแห่งนี้ถึงไม่เรียกว่าฟาร์ม ทำไมเรียกสเตชั่น เขาบอกว่าพื้นที่ฟาร์มนั้นคือ เล็กๆ ไม่ใหญ่มาก ถ้าใหญ่มากๆ ก็เรียกว่า สเตชั่น ที่ดินของลุงแบรี่กับป้าทริส ก็คือ สเตชั่น มีเนื้อที่ประมาณ ๘,๕๐๐ เอเคอร์ ประมาณ ๒ หมื่นไร่ครับ ไม่มากหรอก แค่มองไปสุดๆ สายตา ขับรถเป็นพักๆ ยังไม่ทั่วเลย ป้าทรีสกับลุงแบรี่ยังบอกว่า บางฟาร์มนั้นใหญ่มาก ใหญ่ถึง ๕๐ กิโลเมตร คูณ ๕๐ กิโลเมตร ซึ่งเป็นของ ญาติๆ กัน และยังเคยมีฟาร์มใหญ่ท่ากับประเทศอังกฤษ ๑ ประเทศ เป็นเจ้าของเดียวอยู่ในประเทศนี้ด้วย ช่างใหญ่อะไรปานนั้น

 

ป้าทริสกับลุงแบรี่ยังคงทำงานอย่างหนักแม้ว่าวัยมาถึงอายุ ๖๐ ปีแล้ว ลูกๆ เติบโตไปอยู่ต่างประเทศ และอยู่ในเมืองใหญ่หมดแล้ว เขาทั้งสองยังคงสนุก และเหนื่อยกับงาน ดูแลฟาร์มขนาดใหญ่อย่างเต็มกำลัง และเขาทั้งสอง มิได้มีแค่ฟาร์มแห่งนี้แห่งเดียว ยังมีอีกแห่งไกลไปจากที่นี่ประมาณ ๙๐ กิโลเมตร ที่นั่นอีก ๖,๕๐๐ เอเคอร์ ในฟาร์มีวัวเป็นพันๆ ตัวเลยล่ะ

ป้าทรีสพาเราไปดูความใหญ่ของฟาร์ม โดยขับรถแลนด์ครูเซอร์พาเราไปชม Sand Dune ซึ่งเป็นทะเลทรายย่อมๆ ผ่าน Lake เพราะทุ่งหญ้าไกลสุดๆลูกตา ยังไม่มีทีท่าจะสิ้นสุดฟาร์มเขาเลย ลุงแบรี่นั้นตื่นแต่เช้ามาก ไปฉีดหญ้าบ้าง ไปปลูกผักบ้าง และต้องดูแลวัวในฟาร์มอย่างละเอียดถึ่ถ้วน วันๆ ลุงแบรี่ง่วนอยู่กับ งานอย่างเต็มพิกัด เคยถามลุงแบรี่ว่า แล้วเมื่อไร จะเลิกทำหรือให้ใครทำต่อไป หรือให้ลูกๆ ลุงก็บอกว่าตามใจแล้วแต่ว่าลูกชอบหรือไม่ ถ้าไม่ชอบก็คือต้องขายและ พักผ่อนเท่านั้นเอง รู้สึกเสียดายชอบกล ด้วยความรู้สึกที่ตัดสินบนความรู้สึกแบบไทย ที่ต้องเก็บสมบัติไว้ให้ลูกหลาน จนเป็นเรื่องเป็นราวเสียยืดยาว ในการแย่งสมบัติกัน แต่ที่นี่มุมมองกลับกันโดยสิ้นเชิง

บ้านที่เราอยู่ด้วยนี้อายุ ๑๐๒ ปี ป้าทรีสบอกอย่างนั้น ทุกห้องทุกมุมมอง เหมือนได้ย้อนยุค มีเครื่องใช้ไม้สอยแบบโบราณเต็มไปหมด แม้กระทั่ง เตาอบโบราณยังมีอยู่เลย แม้ว่าบ้านจะเก่าคนจะสูงอายุขึ้น แต่ที่นี่ยังมีอินเตอร์เนต และโทรศัพท์ น้ำประปา ที่ลงตัวเป็นที่สุด แม้บ้านจะห่างกันร่วม ๑๐ กิโลเมตร ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้ชีวิต ทำให้คุณภาพชีวิตมิได้ตกต่ำลงไปเลย

เราได้เวลาจากกันอีกตามเคย เอ่ยอำลาอีกแล้ว แต่เราก็สัญญากันว่า อีกสองวันจะเจอกันอีกที ที่ฟาร์มอีกแห่งหนึ่งของป้าและลุงนี่แหละ เขาจะแวะ ไปดูงาน ๑ วัน ๑ คืน พอดีเราจะได้ที่พักอีกครั้ง จากคนที่ไม่เคยรู้จักกันกลับกลาย เป็นคนรู้จักเป็นห่วงเป็นใยกัน มีความสัมพันธ์ดังเหมือนญาติและเป็นญาติผู้ใหญ่ที่น่าเคารพยิ่ง..

ยังมีเรื่องราวสนุกๆ อีกเยอะ อ่านกันต่อหน้าสองเลยค่ะ/ครับ

 

 

Copyright©2000 ThaiBikeWorld.com | All rights reserved
Designed and maintained by