หน้า 1 | 2 | 3 | 4
 

มีคนกล่าวถึง กล่าวขวัญมากมายเกี่ยวกับโคลอมเบีย มีเรื่องเล่าต่างๆ ที่ค่อนไปในทางไม่สู้จะดีนัก แล้วอย่างนี้ประชาชนเขาจะอยู่สุขกันได้อย่างไร ไม่ละทิ้งหนีประเทศไปกันหมดเชียวหรือ หรือเรื่องที่เกิดขึ้นมาให้คนกล่าวเล่าขานนั้น จะเป็นเรื่องของปลาตายตัวเดียวทำให้เหม็นไปทั้งข้องหรือเปล่า... คำถามเริ่มเกิดขึ้นมากมายและมีมานาน ตลอดเวลาของการวางแผนและเลือกที่จะเดินทางมายังประเทศนี้ เราหาข้อมูลกันอย่างละเอียดลึก เพื่อทำความเข้าใจกับโคลอมเบียไว้ก่อนเป็นเบื้องต้น เขาว่ากันว่า..คนโคลอมเบียมีหัวใจที่อบอุ่น มีมิตรภาพยิ่งกับคนต่างชาติต่างภาษา เขาพร้อมที่จะมอบความปรารถนาดีจากใจแข่งกับพวกที่มุ่งทำลายประเทศกันอย่างเอาจริงเอาจัง กาแฟที่ลือชื่อลือเลื่องไปทั่วโลกต้องยกให้โคลอมเบีย จักรยานที่ประชาชนพร้อมอกพร้อมใจกันยกถนนให้กับนักปั่นอย่างเต็มๆ ทั่วสารทิศทั้งประเทศในวันอาทิตย์และยิ่งเป็นเมืองใหญ่ๆละก้อ..เขาบอกว่า สนุก! เรื่องยาเสพติดนั้นมีชื่อทำให้ประเทศเขาติดลบ โคเคนแหล่งใหญ่ของโลกอยู่ที่นี่...ที่โคลอมเบีย

ข้อมูลที่ได้มาค่อนข้างตรงกันและไม่ผิดพลาด หลายคนเตือนแล้วเตือนอีกว่า อย่าไปเลย มีอันตราย อันตรายอย่างไร เขาบอกไม่รู้ มีคนเตือนมาได้ข้อมูลมา เขาว่ามา แต่เขาว่ามานี่แหละที่ทำให้เราตัดสินใจเดินทางมาโคลอมเบียและยังไม่ล้มเลิกความคิด Bobby & Robin (บ๊อบบี้และโรบิ้น) สองสามีภรรยาจาก Adelaide, South Australia เราพบกันและได้รู้จักมักคุ้นกัน ขณะที่เราเดินทางปั่นจักรยานผ่านไปและใช้เวลาอยู่ที่นั่น ๑ เดือน เชื่อมความสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อมูลในเชิงลึกต่อกัน เขาบอกว่า.. เขาเคยไปโคลอมเบียมาแล้ว เขาชอบมาก ประทับใจ ในฐานะที่เขาเดินทางมาแล้วทั่วโลก เขาบอกว่า มันพิเศษมากเลยนะ.. ประเทศนี้ เขาสาธยายอย่างละเอียดเป็นขั้นเป็นตอน เล่าให้เราเคลิบเคลิ้มและจินตนาการตามไปเป็นฉากๆ แล้วเขารับปากว่าจะติดต่อกับเพื่อนเขาให้ ครอบครัวชาวโคลอมเบียที่สนิทกัน เราได้คุยกันมาตลอดก่อนเดินทางกว่าจะถึงโคลอมเบีย ทั้งบ๊อบบี้กับโรบิ้น และ Cuqui & Cesar (คูคิกับเซซ่า) ครอบครัวเพื่อนเขาที่ยินดีต้อนรับเราสู่โคลอมเบีย และเขาจะทำให้เราสองคนรู้จักโคลอมเบีย และเข้าใจโคลอมเบียดีขึ้นอย่างแน่นอน บ๊อบบี้กับโรบิ้น สั่งนักสั่งหนาว่า ถ้าเราพลาดโอกาสนี้ โอกาสที่จะไปโคลอมเบียก็เหมือนพลาดโอกาสสำคัญของชีวิตไปอย่างแน่นอน.. ขนาดนั้นเชียว เขาเน้นย้ำอยู่เสมอๆ

คูคิกับเซซ่า ครอบครัวโคลอมเบีย อาชีพเหมือนกัน ทันตแพทย์ทั้งคู่ผัวเมีย เขาทราบข่าวร้ายๆของเราในเอกวาดอร์เป็นอย่างดี จากการติดต่อส่งข่าวสารกันมาตลอดทาง เขาแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ในครั้งนั้น และบัดนี้.. เขาพร้อมและยินดีต้อนรับเราเข้าสู่โคลอมเบีย เป็นประเทศถัดไปในการเดินทาง แต่ตัวเขาเองน่ะอยู่ในเมือง Bogota (โบโกต้า) เมืองหลวงอยู่ตรงใจกลางของประเทศ เขาแนะนำให้เราแวะที่เมืองทางใต้ก่อน Cali (คาลี) เมืองที่ว่าให้ได้สัมผัสกับครอบครัวพี่สาวเขาก่อนที่นั่น แล้วค่อยเดินทางต่อไปเมืองโบโกต้า ไปหาครอบครัวเขาทีหลัง ที่เมืองคาลี เขาเตรียมพร้อมไว้รองรับเรา จากการตกระกำลำบาก ตรากตรำมาในระหว่างการเดินทาง มานั่งลงก่อนเถอะวรรณกับหมู มาพักผ่อนในห้องรับแขกสีเขียวอันอบอุ่นกับโซฟาสีส้มอ่อนๆ ภาพเขียนคนอ้วนๆ น่ารักๆ อันลือชื่อของ Botero (โบเทโร่) และมีดอกไม้สดชื่น หนังสือดีๆ ดนตรีมีให้ฟัง มาเถอะ มาพบกับคุณพี่ของฉัน คนใจดีของที่นี่ของเมืองคาลี คอยต้อนรับเธอแล้ว เข้ามาสู่อ้อมกอดของเรา พักผ่อน... พักเสียหน่อยนึงก่อนเดินทางต่อไป เป็นบรรยากาศที่เราได้จินตนาการตามอย่างใจจดจ่อ

 

๑ กันยายน ๒๕๔๖

เมื่อได้อำลาต่อครอบครัวไมเยอร์เพื่อเดินทางต่อ คุณไผ่กับน้องยิบตา สมาชิกครอบครัวกับเพื่อนบ้านคนไทยในเอกวาดอร์อีกราย พี่อ้อย ได้มาส่งเราสองคนที่สนามบินใจกลางกรุง Quito (คิโต้) ออกบินทอดไปตามสันหลังของเทือกเขาแอนดิส มุ่งหน้าสู่ทิศเหนือ เพื่อจะข้ามดินแดนที่ไม่ปลอดภัยในตอนใต้ของโคลอมเบีย โดยจุดหมายปลายทางของการบินครั้งนี้อยู่ที่เมืองคาลี เมืองสำคัญใหญ่เป็นลำดับ ๓ ของโคลอมเบีย การบินครั้งนี้ หรือแม้แต่ทุกครั้งของการบินเส้นทางนี้ ทุกคนจะต้องแวะลงที่เมือง Tulcan (ตุลคาน) เมืองเหนือสุดของเอกวาดอร์ ติดชายแดนของโคลอมเบีย อากาศหนาวมากเนื่องจากตั้งอยู่บนที่สูงร่วม ๓,๐๐๐ เมตร สนามบินแห่งนี้เงียบเชียบเล็กไกลจากคิโต้เพียง ๔๐ นาที พอเครื่องลงจอดเป็นที่เรียบร้อย ทุกคนต้องลงจากเครื่องบิน เดินไปเช็คพาสปอร์ต กระเป๋าแบคแพคอีก ๑ รอบ พร้อมทั้งกรอกแบบฟอร์มขาออกจากประเทศเอกวาดอร์และกรอกแบบฟอร์มขาเข้าโคลอมเบีย เตรียมพร้อมสำหรับอีก ๔๐ นาทีข้างหน้าที่จะถึง

แม้จะเปลี่ยนไปเป็นอีกประเทศหนึ่งก็ตามแต่ ภูเขาแอนดิสที่เรารู้จักยังไม่เปลี่ยนชื่อเลย ยังคงทอดยาวมาจากทางใต้ของประเทศชิลีและอาเจนติน่าขึ้นสู่ทิศเหนือมาเรื่อยๆ ดูเหมือนว่าไม่มีทางจบสิ้นและประหนึ่งว่า อเมริกาใต้ต้องคู่กับแอนดิสอย่างแยกจากกันมิได้เลย เพราะชื่อของแอนดิสนี้มีความสำคัญและหลากหลายชาติพันธุ์ของมนุษยชาติสูงมาก มีความแตกต่างกันมากจากใต้สุดสู่เหนือสุด ทางใต้ตั้งอยู่ในเขตหนาว ลากขนานขึ้นไปกับเส้นลองติจูด ตัดจุดผ่านเส้นศูนย์สูตร เข้าสู่เขตร้อนอย่างเต็มๆ เราจะได้สัมผัสกับแอนดิสในประเทศเขตร้อนอีกประเทศหนึ่งในเวลาที่ไกล้เข้ามานี้แล้ว

เครื่องบินค่อยๆ ลดเพดานต่ำลง ลอดก้อนเมฆขาวหนาทึบ มองเห็นเบื้องล่างภูเขาสลับซับซ้อน มองไปแทบจะไม่มีที่ราบเรียบเอาเสียเลย พอทางเจ้าหน้าที่สั่งให้นั่งและรัดเข็มขัดอีกครั้งนั้น ผมมองลอดหน้าต่างลงไปเบื้องล่างอีกครั้ง กลับเห็นแต่ผืนพรมสีเขียวขจีไปทั่ว ที่ราบกว้างใหญ่เห็นอยู่เบื้องหน้า คาลี เมืองในอ้อมกอดของแอนดิส คงจะเป็นเมืองเกษตรกรรมที่น่าสนใจเป็นแน่แท้ ต้นจามจุลีมีให้เห็นมากมาย สลับเป็นแนวกั้นขอบรอบ ผืนพรมสีเขียวของทุ่งเบื้องล่างเหล่านั้น


มาถึงแล้ว คาลี เมืองที่มีประชากรรวมเป็นอันดับ ๓ ของโคลอมเบีย รองจากเมืองหลวงโบโกต้า และ Medellin (เมเดยิน) สนามบินดูดี การรักษาความปลอดภัยดูเข้มงวด เจ้าหน้าที่คอยตรวจเช็คทุกขั้นตอนอย่างละเอียดพิถีพิถัน เขาขอเปิดกล่องจักรยานและกล่องสัมภาระพอประมาณ ในที่สุดเราก็ผ่านเข้าสู่โคลอมเบียโดยสมบูรณ์ในทันที ต้องค่อยๆ ถอดเสื้อกันหนาวออกมาคาดไว้ที่เอวแทน อุณหภูมิร้อนขึ้นอุ่นกว่าที่ คิโต้ เมืองหลวงของเอกวาดอร์เยอะ ที่นั่นความสูง ๒,๘๐๐ เมตรจากระดับน้ำทะเล มาที่นี่สูงเพียง ๑,๒๐๐ เมตรเท่านั้นเอง อากาศกำลังดี พอสวยพองามกับคนไทยเราเลย ประมาณ ๒๐-๓๐ องศาเซลเซียส ไม่หนาวจนต้องใส่เสื้อกันหนาว ไม่ร้อนจนเหงื่อท่วมตัว การต้อนรับของอากาศช่างดีปานนี้

มีคนยืนคอยรับญาติพี่น้องกันเต็มไปหมด เราพยายามมองหาผู้ที่มารับเราในวันนี้ ก่อนที่จะเดินทางมาที่นี่ เราได้รับอีเมล์อยู่หลายฉบับ ติดต่อไปจากครอบครัว Rosero (โรเซโร) ลูกสาวของครอบครัว เธอคือ Viviana ที่ใครๆ เรียกติดปากว่า Vivi (วีวี่) เธอส่งรูปถ่ายให้เราดูหน้าตาของเธอก่อน เพื่อให้ง่ายต่อการเดินทางว่ามาถึงแล้วจะได้ไม่งงว่าใครเป็นใคร ดูจากรูปแล้ว เราสองคนชมกันเป็นเสียงเดียวกันว่า น้องสาวคนนี้ช่างสวยน่ารักดี นั่นไง..เธอยืนส่งยิ้มอยู่ริมขอบรั้วกั้นระหว่างผู้โดยสารและญาติตรงนั้นแล้ว และยังมีคุณแม่ของเธอ Maria Elena Rosero (มาเรีย เอเลน่า โรเซโร) และคุณพ่อ William Rosero (วิลเลียม โรเซโร) มีน้องชายของคุณแม่ Bob (บอร์บ) เขาอาสาขับรถกระบะมาช่วยขนจักรยานให้เราด้วย ผู้มาเยือน ๒ คน ผู้มารับ ๔ คน รอยยิ้มแย้มที่ยืนคอยเราอยู่นั้น ทำให้เรารู้สึกถึงความมีมิตรภาพในทันใด แม้ว่าไม่เคยเจอหน้าตากันมาก่อน เมื่อโบกไม้โบกมือให้กัน เป็นที่รู้แล้วว่าใครเป็นใคร พอมาถึงตัว..ครอบครัวโรเซโร เราต่างสวมกอดกันและกัน ประกบแก้มขวาทีนึง ซ้ายทีนึง ทำกันทุกคนจนถ้วนทั่ว ผู้ชายกับผู้ชายจับมือกัน มันช่างประทับใจและอบอุ่นเสียจริงกับภาพในวันนี้ บรรยากาศแบบนี้ เราต่างแนะนำตัวต่อกันจนครบถ้วน แล้วค่อยๆขนกล่องสัมภาระไปยังลานจอดรถ เพื่อเดินทางเข้าเมืองคาลีต่อไป แต่รอยยิ้มและความกระหายที่จะคุย แววตาที่เปิดหัวใจกว้าง ยังคงมีอยู่ตลอดเวลาของครอบครัวนี้ที่มีต่อเราสองคน ระยะทางเพียง ๑๕ กิโลเมตรจากสนามบินเข้าถึงใจกลางเมืองคาลี ก็มาถึงบ้านของครอบครัวโรเซโร ตั้งอยู่ริมเชิงเขา บรรยากาศเงียบสงบดี

 

๒ กันยายน ๒๕๔๖

จักรยานของเราเก็บไว้ในโรงรถเป็นอย่างดี กุญแจล๊อกอย่างแน่นหนา คุณพ่อวิลเลี่ยมมอบกุญแจไว้ให้เราอีก ๑ ชุด เผื่อเราจะออกไปไหนมาไหนด้วยจักรยานบ้าง อาหารเช้าวันนี้มีไข่ใส่มะนาว ประเภทไข่เจียวนั่นเองแต่ไม่เหมือนกัน คล้ายๆไปทางฝรั่ง และที่ขาดไม่ได้เลยทุกเช้าของที่นี่ และวันนี้เราก็ได้เรียนรู้ Arepa de Maiz (อเรป้า เด มาอีส) หรือเรียกกันสั้นๆว่า Arepa (อาเรป้า) ส่วนคำว่า มาอีส นั้นก็ไม่เรียกกันแล้ว เพราะใครๆเขาก็รู้กันว่า เจ้าอาเรป้าเนี่ย ทำจากข้าวโพดนั่นเอง ก้อนกลมๆขาวๆ รสชาติจืดๆ หรือ เค็มนิดหน่อย ตามแต่ชอบ เป็นอาหารประจำชาติเลยทีเดียว ทุกคนต้องกินและขาดไม่ได้เสียด้วย เราตื่นขึ้นมา อาหารทุกอย่างพร้อม คุณแม่ มาเรีย เอเลน่า ก็มากอดเราทักทายกันตั้งแต่ตื่นขึ้นมาจากที่นอนกันเลย หน้าตายังงัวเงียอยู่ แต่สิ่งที่ต้องกระทำก่อนคือ ทักทาย ประกบแก้มขวาซ้าย วีวี่ ก็ทักทายกับเราแบบนี้เช่นกัน คุณพ่อ วิลเลียม แกตื่นเช้ากว่าใคร สิ่งที่ต้องทำเป็นหน้าที่หลักคือ รดน้ำต้นไม้และทำอาหารเช้าให้แม่ทาน เป็นหน้าที่ที่ห้ามใครทำเป็นอันขาดอันนี้ พ่อขอทำแต่ผู้เดียวทุกเช้า แกเป็นคนเงียบขรึม คุยน้อยและตรงต่อเวลายิ่งกว่านาฬิกาเสียอีก นาฬิกายังว่ามีหมดถ่าน เดินช้าบ้าง แต่คุณพ่อวิลเลี่ยมเนี่ย เขาตรงเป๊ะๆ ทุกเช้าคุณพ่อขับรถไปทำงาน ต้องไปส่งวีวี่ก่อน เธอทำงานบริษัทโฆษณา ต่อมาเลยไปที่ทำงานของแม่มาเรีย เอเลน่า แกเป็นนักบัญชี จากนั้นคุณพ่อก็ไปทำงานที่ออฟฟิศของพ่อ ไกล้ๆพลาซ่าใจกลางเมือง แกเปิดร้านขายเครื่องมือแพทย์

เราสองคนอยู่บ้าน มีคอมพิวเตอร์ให้ใช้งานได้ ทุกเที่ยงวัน คุณพ่อกับวีวี่จะมาทานอาหารเที่ยงกัน ส่วนคุณแม่จะไม่ทานอาหารเที่ยง เป็นการลดความอ้วนไปในตัว และไม่เคยทานเลย แต่อาหารเย็นน่ะเพียบ อย่าบอกใคร จนพ่อแกบ่นถึงเป็นประจำ กลางวันจะมีแม่บ้านคอยมาทำอาหารและทำความสะอาด สัปดาห์ละ ๓ วัน เราจึงได้เจอกับคุณ Flor (ฟลอร์) อยู่บ่อยๆ แกเป็นคนพื้นๆ ยิ้มง่าย คุยประสาชาวบ้านแท้ๆ ดูเรียบง่าย ไม่มีแอบแฝง

วีวี่ไม่รอช้า วันนี้เธอได้เรียกแท็กซี่ เพื่อนที่รู้จัก พอคุยภาษาอังกฤษได้นิดหน่อย มารับเราสองคนถึงบ้าน เธอกลัวเราจะเหงา ให้แท็กซี่พาเราเข้าเมือง ไปทำธุระตามที่เราจะประสงค์จะทำ เราจึงบอกเธอไปว่า เราอยากไปร้านหนังสือดีๆ กับที่ทำการไปรษณีย์ เราจะได้บอกแท็กซี่ให้ทราบความประสงค์ให้ตรงกันก่อนนั่นเอง

เที่ยงตรง วีวี่กับพ่อกลับมา ทานมื้อเที่ยงตามปกติ ปฏิบัติทุกวัน วันนี้ ฟลอร์ เตรียมอาหารพื้นเมืองแท้ของคาลี Sancocho de Llina (ซังโกโช่ เด ยี้น่า) เป็นซุปจากเนื้อไก่ใส่มันฝรั่ง..แต่ละเมืองใหญ่ๆ ของโคลอมเบีย เขาจะมีซุปที่ขึ้นชื่อของแต่ละเมืองไป ซังโกโช่ เด ยี้น่า ชื่อนี้เป็นของ คาลี และที่ขาดไม่ได้เลยคือ น้ำผลไม้ ชาวโคลอมเบียนิยมน้ำผลไม้มาปั่นใส่น้ำตาลแล้วแช่ไว้ในตู้เย็นตลอดเวลา มีให้เลือกหลายชนิด เป็นผลไม้ที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อนทั้งนั้นเลย มื้อเที่ยงนี้เราได้สัมผัสกับ Jugo de Lulo (คูโก้ เด ลูโล่) เปรี้ยวตัดหวาน เย็นถึงใจดีจัง วันไหนถ้ามีโอกาสไปชมตลาด เราคงจะได้สนุกกับวิถีชีวิตชาวโคลอมเบียและจะได้ดูผัก ผลไม้แปลกๆไปด้วย ท่าจะดี

บ่าย ๓ โมง โชเฟอร์แท็กซี่มาเรียกที่บ้านตามคำสั่งออเดอร์ของวีวี่ ให้พาเราเข้าเมือง ไปหาร้านหนังสือและที่ทำการไปรษณีย์ เขาแนะนำตัวว่าชื่อ Leo (ลีโอ) เราเตรียมเงินไว้จับจ่ายกันตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว คุณแม่ นักบัญชีได้คิดการไว้เผื่อเราล่วงหน้าเป็นอย่างดี แม่เตรียมเงิน Colombian Pesos (โคลอมเบีย เปโซ) ไว้ให้เราแลกกับเงินดอลลาร์สหรัฐที่ถือติดมาจากเอกวาดอร์ เพราะที่นั่นเขาใช้ดอลลาร์สหรัฐกันทั้งประเทศ สกุลเงินเขาพังพินาศไปก่อนหน้านี้เพียง ๓ ปี คุณแม่เตรียมเงินมาเป็นแสนเปโซ ฟังดูแล้วน่าตกใจ พอเทียบเคียงดูกับดอลลาร์ก็ต้องร้องอ๋อ..
๑ US$ = ๒๗๒๐ เปโซ = ๔๐ บาท เท่ากับว่า ๖๘ เปโซ = ๑ บาท
ค่าเงินของโคลอมเบีย ตัวเลขมันเยอะดีจัง ดูร่ำรวยผิดปกติขึ้นมาในทันที

พอได้เข้าเมือง ดูเหมือนเราจะใจแตก ไปดูร้านหนังสือ ค้นหาข้อมูลของโคลอมเบียเพิ่มเติมกันยกใหญ่ ต่อมาเราแวะไปที่ทำการไปรษณีย์ เพื่อซื้อแสตมป์ปิดโปสการ์ดเขียนส่งกลับเมืองไทยกันคนละฉบับ เรารู้สึกเกรงใจพ่อหนุ่มแท็กซี่ว่า ต้องมาคอยเรานานเกินไป เราตกลงว่าเอาอย่างนี้แล้วกัน เขียนที่อยู่บ้านที่เราพักลงใส่กระดาษให้เราดีกว่า เดี๋ยวเราค่อยกลับกันเองจะได้ไม่เสียเวลากันทั้งคู่ เราได้โอกาสชมเมืองกันเล็กๆ น้อยในวันแรก ใจกลางเมืองคาลี มีแม่น้ำไหลผ่าเข้ากลางพอดี Cauca (เขาข่า) ชื่อของสายน้ำที่ว่า สายน้ำเส้นนี้มาแปลก ไหลจากทิศใต้ขึ้นสู่ทิศเหนือ ไปลงสู่ทะเลทางด้านเหนือของประเทศโน่น จังหวัดนี้ที่มีหัวเมืองคือ คาลี เขาจึงมีชื่อเต็มๆว่า Valle del Cauca (วัลเย่ เดล เขาข่า) ในเมืองก็มีพลาซ่าที่สวยงาม มีสีสันของผู้คน มีโบสถ์คริสต์ที่วิจิตบรรจง La Iglesia de La Ermita ยืนชมได้เป็นพักใหญ่ๆ ก่อนเดินทางกลับบ้าน วันนี้ขอพอหอมปากหอมคอ ประเดิมคาลีแบบบางๆไปก่อน ชักน่าสนใจแล้วซิ เรายื่นที่อยู่ให้กับแท๊กซี่ว่าไปตามที่อยู่นี้นะ ดูง่ายดายแป๊บเดียว เราก็ถึงบ้าน จ่ายไป ๒,๐๐๐ เปโซ ยังไม่ถึง ๑ ดอลลาร์ เฉียดๆ ๔๐ บาท คุ้มค่าดีแฮะ ค่าครองชีพไม่ถึงกับแพง พออยู่ได้สบายๆ

กลับถึงบ้าน ผมยังรู้สึกสงสัยในความผิดปกติของกล้องตัวใหม่ที่เพิ่งซื้อมาจากเอกวาดอร์ เมื่อถ่ายรูปโบสถ์อันสวยงามแล้ว พอกดรูปต่อไป ภาพเกิดขาวเว่อจนเลือนราง หรือว่า โบสถ์แห่งนี้จะศักดิ์สิทธิ์หรือเปล่า ผมลองเช็คแล้วเช็คอีกหลายรอบที่บ้าน ปรากฏว่า คงไม่ใช่อิทธิพลของความศักดิ์สิทธิ์หรอก แต่เป็นความโชคไม่ดีจากเอกวาดอร์นั่นเอง กล้องใหม่ๆ โกดักตัวนี้กะจะซื้อมาใช้งาน เป็นภาพดิจิตอล ถ่ายรูปมาให้คนได้ดูกัน ดันมาพังเสียอีก ความเซ็งที่แล้วซ้ำอีก...เอกวาดอร์ เราจะลืมนายไปแล้วนะ ทำไมต้องทำให้เรายุ่งขึ้นมาอีก ไม่อยากติดต่อไม่อยากคิดถึงแล้วประเทศนี้ ใบประกันยังมีอยู่ในมือ จะเอาไงกันดี คืนนี้เราปรึกษาหารือกันในมื้อค่ำ ตอนที่ครอบครัวพาเราออกไปทานอาหารข้างนอกบ้าน จะได้ชมบรรยากาศค่ำคืนของ คาลี ไปในตัว

 

๕ กันยายน ๒๕๔๖

 

สองสามวันมานี้ เรารู้สึกเซ็งๆ กับกล้องโกดักตัวที่ว่า...เสียจริง แต่ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เราเตรียมกล้องส่งกลับไปยังเอกวาดอร์ โดยครอบครัวของคุณไผ่ช่วยเป็นธุระให้ อุตส่าห์เจียดเงินซื้อตั้ง $๕๐๐ ทำซะหมดอารมณ์ ทางร้านในเอกวาดอร์ เขายินดีจะเปลี่ยนให้และบอกว่าขอเวลาหน่อยนึง เราก็ได้แต่ทำหน้าที่รอและฟังข่าวก็แล้วกัน

วันนี้พ่อกับแม่ เขามีโปรแกรมพิเศษให้เราไปเดินชมเมืองกัน ไกด์กิตติมศักดิ์คือ Lucy (ลูซี่) น้องสาวของแม่นั่นเอง เธอเป็นมือขวาทำบัญชีให้แม่คนหนึ่ง พอเธอว่างจึงถูกเรียกมาเป็นไกด์พาเราเที่ยวชมเมือง เป้าหมายที่จะพาไปก็คือ โบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดของคาลี ถัดมาก็เป็นพิพิธภัณฑ์เก็บของเก่าโชว์งานศิลปะ วัฒนธรรมแทน อาคารภายนอกภายในสวยเรียบง่ายดี ตรงกลางมีสวนเล็กๆถูกล้อมไว้ด้วยอาคารของโบสถ์ ซึ่งมีต้นไม้พุ่มเล็กๆสูงประมาณ ๑ เมตรครึ่ง ใบเขียวสะอาด เขาแนะนำว่า นี่แหละ...ต้นโคคา เนี่ยนะต้นโคคา ที่มาผลิตเป็นโคเคนได้ เมื่อถูกบอก ดังนั้นคำถามจึงพรั่งพรูออกจากปากเราสองคนมากมาย ถึงต้นไม้ที่มีความสำคัญในทางลบของโคลอมเบียและของโลกกันเลยล่ะ เราถามว่ามีปลูกกันเยอะมั้ย เขาตอบว่า ไม่มี ตามบ้านเรือนปลูกได้มั้ย เขาตอบว่า ไม่ได้ ตำรวจจะจับมั้ยถ้าปลูกที่บ้าน เขาบอกได้ เมื่อสมัยเขายังเป็นเด็ก เคยเห็นปลูกกันเล่นๆที่บ้าน แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว และทางการห้ามไม่ให้ปลูกที่บ้าน แล้วที่มันผลิตยาเสพติดกันน่ะอยู่ที่ไหน เขาบอกว่า ป่าไงล่ะ มันไกลผู้คน เป็นแหล่งที่มีผู้ก่อการร้ายที่เขาเรียกว่า Guarilla (การีย่า) อยู่อาศัยพวกนี้เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล จึงอาศัยเงินรายได้จากยาเสพติด เพื่อมาซื้ออาวุธสู้รบกับรัฐบาลนั่นเอง ทำให้เราพอมองเห็นภาพและถึงบางอ้อในทันที พูดถึงเรื่องยาเสพติดที่ไร คนโคลอมเบียจะไม่พอใจถึงขั้นโกรธหน้าดำหน้าเขียวเลยทีเดียว เหตุเพราะว่า คนที่มันทำให้ชื่อเสียงของประเทศมันพัง มีเพียงไม่ถึง ๑๐ คนเท่านั้น คนโคลอมเบียรู้จักชื่อคนกลุ่มเหล่านั้นดี เขาได้แต่ภาวนาให้รัฐบาลจับตัวให้ได้ ประเทศจะได้สูงขึ้น ชื่อเสียงจะได้ไม่ตกต่ำเพียงนี้ และกลุ่มเหล่านี้มีคนที่อยู่เบื้องหลังคือ ประเทศมหาอำนาจที่มีผลประโยชน์กันอยู่ แต่ทิศทางความสว่างของคนโคลอมเบียก็ดีขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลได้โชว์ผลงานสำคัญ จับผู้ค้ายาได้เรื่อยๆ แต่เรื่องเล็กๆของคนไม่กี่คนที่ทำให้ประเทศเขาเสียชื่อเสียง เรายังเอามาคุยเสียยาวยืดเลย

ลูซี่พาเราท่องเที่ยวต่อเมื่อจบจากพิพิธภัณฑ์ เธอพาเดินวกไปมาอยู่แถวพลาซ่าที่มองเห็นได้เดินสะดุดตายิ่ง มีต้นปาล์มสูงอวดชูยอดเป็นระเบียบ ข้างล่างนั้นมีกิจกรรมให้น่าชมมากมาย Plaza de Caycedo (พลาซ่า เด เคเซโด) กิจกรรมขัดรองเท้า อันนี้เห็นชัดเจนของประเทศแถบละติน มีขัดรองเท้าทุกเมืองทุกแห่ง ต่างกันแต่รูปลักษณ์ของผู้คนที่เปลี่ยนไป การจัดระเบียบของที่นั่ง บางประเทศตั้งอยู่ตามมุมตึกก็มี แต่ที่นี่ยกระดับมาใช้ที่พลาซ่าเป็นที่พูดคุยเสวนา สภากาแฟของชาวบ้านไปในตัว การขัดรองเท้าให้สะอาดถือว่าสำคัญมากของคนละติน มองไปข้างตึกอาคารที่สวยงามรอบๆอาคาร เต็มไปด้วยแผงขายลอตเตอรี่ นับได้ร่วมครึ่งร้อย เป็นภาพที่น่ามอง บางร้านยังขายตำราการเก็งเลขรางวัลอีกด้วย ภาพนี้ทำให้นึกแว้บถึงเมืองไทยเราแถวหน้ากองสลากยังไงยังงั้น

ที่แปลกตาไม่เคยเห็นมาก่อน เห็นจะเป็นออฟฟิศกลางแจ้ง ที่กางร่มนั่งกันเป็นวง มีโต๊ะหนึ่งตัวกับพิมพ์ดีด ป๊อกแป๊กๆ เอาไว้รับจ้างพิมพ์จดหมายแบบฟอร์มสำหรับงานราชการ คงเป็นเพราะชาวบ้านเข้าเมืองมาติดต่อราชการ ต้องพึ่งออฟฟิศกลางแจ้งนี้แหละช่วยพิมพ์แทนการเขียนด้วยมือที่ทำให้มีระเบียบแบบแผนขี้น ยังไงถ้าเข้าเมือง แวะมายังพลาซ่าแห่งนี้ได้รับรู้ข่าวสาร ได้งานบรรลุผลดีไม่ดี ถูกล๊อดเตอรี่ ถูกรางวัลอีกเมื่อกลับถึงบ้าน อาหารการกินไม่น่าห่วง รอบๆมีร้านอาหารมาตรฐานหลายแห่ง มองแล้วชมให้น่ารับประทานทั้งสิ้น ผลไม้มีวางขายตามริมฟุตบาต มีทุกราคา ทุกคุณภาพให้เลือก ผมมองไปที่ลูกตะบองเพชรชนิดหนึ่ง สีเหลืองน่ารับประทาน รสชาติต้องบอกว่าอร่อยที่สุด เพราะลองมาแล้วที่เอกวาดอร์ ขณะกำลังจะเดินเข้าไปไกล้ รถเข็นเปิดประทุน เข็นผ่านแทรกเข้ามาตรงหน้า เห็นผลไม้ลูกเบ้อเริ้ม เนื้อในสีขาวจั๊วะ เปลือกเขียวอย่างนี้ โตขนาดนี้ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ชื่อน่ะ รู้จักมานานแล้ว เขาเรียกกันว่า Guanaguana (วาน้าวาน่า) เป็นภาษาละติน แต่ทางภาคใต้ของไทยเรา เขาเรียกกันว่า ทุเรียนน้ำ ภาษาไทยกลางเขาเรียก ทุเรียนเทศ มีตลอดตั้งแต่ชุมพรไล่จนถึงมาเลเซียและเข้าไปอินโดโน่น ลูกขนาด ๑-๒ กิโลกรัมก็ถือว่าโตแล้วล่ะ มาเจอที่นี่ต้องเรียกกันว่าทุเรียนน้ำยักษ์กระมัง น้ำหนักชั่งได้ ๕ กิโลกรัม เขานิยมเอามาทำน้ำผลไม้ใส่น้ำตาลปั่นเย็นๆ วิตามินซีเยอะอย่าบอกใคร แต่สูตรเด็ดอย่าบอกใครเชียว เจ้าลูกทุเรียนน้ำเนี่ยสูตรคุณแม่ผมเอง นำมาบีบเอาน้ำทิ้ง เอาเมล็ดดำๆคล้ายเมล็ดน้อยหน่าออกทิ้งให้หมด นำมากวนรับรองว่า สับปรดกวนต้องเรียกพี่ อร่อยจริงๆ สูตรปักษ์ใต้บ้านเรา ต่อไป ถ้ารู้อย่างนี้ น้ำคงจะไม่ทิ้ง เอาไว้ทำน้ำปั่นเหมือนคนที่นี่คงจะดีไม่น้อย ผมเห็นดังนี้จึงโทรศัพท์ให้คุณพ่อปลูกต้นทุเรียนน้ำเพิ่มขึ้นอีกที่บ้าน พ่อฟังแล้วเป็นงงกับลูกคนนี้ ท่านบ่นอุบเลย จะปลูกกันไปทำไม มีอยู่ที่บ้านคนละต้นสองคนก็พอแล้ว ชาวบ้านปลูกไว้กินเล่น พ่อผมว่าอย่างนั้นอีก

ต่อมาไกด์ใจดีของเรา คุณลูซี่ เธอพาเราเดินผ่านไปทางในถนนซอย เพื่อจะไปหาอาหารมื้อเที่ยงทานกัน คุณพ่อได้สั่งแนะนำไว้ให้เป็นที่เรียบร้อย ซอยที่เราเดินผ่านนี้ก็มีสิ่งน่าสนใจอีกอย่างที่ควรจะทดลองถ้ามาถึงคาลี ผมเรียกชื่อเองว่าผลไม้รวมดีกว่า ต้นตำรับเป็นชายผิวดำ เขามีป้ายยี่ห้อว่า Niche (นิเช) หมายถึงนิโกร แต่เป็นคำสุภาพและบ่งบอกถึงเขา ในตู้กระจกใสๆของเขาจะประกอบไปด้วยผลไม้ ๑๐ ชนิด สับเป็นชิ้นเล็กๆแล้วใส่รวมกัน ช้อนตักขนาดใหญ่ค่อยๆคนให้เข้ากัน น้ำหวานถูกเติมลงไปเพื่อให้รสชาติกลมกล่อม น้ำแข็งก้อนโตๆเติมลงไปอีกที ทำให้ได้ผลไม้รวมที่อร่อยอย่าบอกใครเชียว เขาเล่ากันว่า ชายผิวดำ ฉายาว่า นิเชเนี่ย มันขายตั้งแต่นมนานมาแล้ว จากไม่มีรถ จนเป็นเจ้าของรถและมีข่าวกระซิบบอกต่ออีกว่า เริ่มมีสาขาอื่นๆเพิ่มเข้ามาอีก เมืองร้อนแบบนี้ ผลไม้อร่อยอย่างนี้ ต้องลองดูซะแล้วเรา อาหารเที่ยงมื้อนี้ก็อร่อยมิใช่เล่น เป็นอาหารพื้นเมือง ต้องเดินผ่านไปทาง Catedral Metropolitana ซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมของเมืองจุดหนึ่งเช่นกัน มีหน่วยงานราชการอยู่ไกล้ๆออฟฟิศขายเครื่องมือแพทย์ของพ่อ ก็ไม่ไกลกันแค่ข้ามถนนก็ถึงแล้ว

ค่ำคืนนี้เป็นวันศุกร์ โปรแกรมชีวิตที่ชัดเจนของพ่อกับแม่ เมื่อเสร็จภารกิจการงานหนักมาทั้งสัปดาห์ คือการพบปะสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อนฝูง จุดนัดหมายคือ บนภูเขาทางทิศตะวันออกของเมือง ไม่ไกลจากบ้านนัก เป็นเพื่อนเก่าแก่ของครอบครัว บ้านหลังนี้พิเศษอยู่ที่ว่า จะเปิดเป็นร้านอาหารเฉพาะคืนวันศุกร์และคืนวันเสาร์เท่านั้น และมีโต๊ะจำกัดรับแขกจำกัดเสียด้วย ดูแล้วไม่เกิน ๕ โต๊ะ แขกมาถึง ๓๐ คน ถือว่ายังมากไป จุดประสงค์ก็เพื่อรับเพื่อนๆมาเป็นลูกค้า คุยคลายเหงานั่นเอง หลายคนเกษียณแล้ว ก็ได้ที่แห่งนี้มาสนุกสนานกัน คุณพ่อของเราเป็นคนขยันตรงต่อเวลา แต่ชอบดื่ม ยิ่งดื่มยิ่งใจดี มาดนุ่มลึกสุขุม พอดื่มได้ที่ พ่อก็จะถึงเวลาเต้น Salsa (ซาลซ่า) ฝีมืออย่าบอกใครเชียว ทุกคนรอคอยพ่อเต้นในค่ำคืนวันศุกร์เสมอ แม้ทุกเย็นพ่อจะดื่มบ้างก็พอเป็นกระษัย ไม่ถึงกับสนุกสนานอย่างคืนวันศุกร์ คุณแม่ก็ดื่มนิดหน่อยพอสนุกสนาน คนโคลอมเบียชอบการเต้นรำเป็นชีวิตจิตใจ ถ้าใครไม่เต้น เขาจะถือว่าไม่สุภาพ ไม่ให้เกียรติต่อกัน...การน้อมรับทำความเข้าใจวัฒนธรรมนั้นเป็นการเรียนรู้ที่สนุกและมีค่ายิ่งนัก

บทเพลงของโคลอมเบียนั้นชวนให้ลุกขึ้นมาเต้นแทบทุกเพลงไป ในบรรดาเพลงละตินอเมริกาสุดยอดของเพลงที่แข่งขันกันเป็นที่หนึ่งที่สองนั้น ต้องยกให้กับโคลอมเบียกับเม็กซิโก ปีนี้รางวัลแกรมมี่อวอร์ดสำคัญๆมาตกเป็นของโคลอมเบียถึง ๕ รางวัลใหญ่ เขาภูมิใจกันทั้งบ้านทั้งเมือง หลังจากกลับลงจากภูเขาแดนสำราญ ลาเพื่อนๆของคุณพ่อคุณแม่แล้ว เรากลับมานั่งฟังเพลงที่ได้รางวัลกันต่อที่บ้านจนดื่มด่ำก่อนแยกย้ายกันเข้านอนอย่างมีความสุขและอบอุ่นที่บ้านแห่งนี้



 

 

๖ กันยายน ๒๕๔๖

ตื่นมาเช้านี้ทุกอย่างคงเหมือนเดิม เช่นทุกวัน คุณพ่อตื่นมาทำอาหารเช้าให้แม่ และรดน้ำต้นไม้ ใครจะช่วยก็ไม่ได้ท่านไม่ยอม เป็นบุคลิกเฉพาะตัวของท่านแบบนี้ คุณแม่กับวีวี่น้องสาวของเรา เข้ามาทักทายประกบแก้มขวาทีซ้ายที...ถามเราว่าหลับดีมั้ย มีความสุขหรือเปล่า มันเป็นจิตวิญญาณ มันเป็นรอยยิ้มสบตากันอย่างมีสุข ไม่มีสิ่งใดเสแสร้งเลย เราสองคนรู้สึกอบอุ่นเหมือนได้อยู่บ้าน ยิ่งนับวันยิ่งแนบแน่น รู้สึกรักครอบครัวโรเซโรขึ้นมาเรื่อยๆ เราจึงขออนุญาตทางครอบครัวขอเรียกคุณพ่อวิลเลียมว่า ปาป๊า และเรียกคุณแม่มาเรีย เอเลน่า ว่า มาม๊า แทนชื่อของท่าน ใจเราสองคนสถาปนาเขาเทียบเคียงเป็นหนึ่งในครอบครัวอันเป็นที่รักของเรานับแต่บัดนี้เป็นต้นไป มาม๊า เรียกเราสองคนว่า โย อีโคะ โยอีคะ (ลูกชาย ลูกสาวของฉัน) และมาม๊าบอกว่า วีวี่นะเป็นน้องสาวของเธอสองคนนะ และเธอยังมีพี่ชาย ซึ่งเป็นนักศึกษาทันตแพทย์ ที่ทำปริญญาโทอยู่ที่อเมริกา ครอบครัวเรามี ๖ คนแล้วนะ

วีวี่น้องสาวเธอทำงานเก่ง เป็นคนฉลาดคล่องว่องไว และมีความสามารถพิเศษที่น่าชื่นชมอีกอย่างคือ เธอเป็นนักธนูทีมชาติ เธอเคยครองแชมป์เหรียญทองของกีฬาแห่งชาติมาแล้ว เช้านี้เธอต้องไปคัดเลือกตัวเพื่อชิงแชมป์ประจำปีอีกรอบที่สนามกีฬาไม่ไกลจากบ้านนัก ถ้าปีนี้ได้แชมป์อีกครั้ง เธอจะเป็นตัวแทนประเทศไปแข่งระดับทวีปในปีหน้าที่ ประเทศเปอร์โตริโก้ ปาป๊า มาม๊า และเราสองคนส่งกำลังใจไปเชียร์กันแต่เช้าถึงขอบสนาม

เมื่อวานนี้ที่ลูซี่ น้องของมาม๊าพาเราไปเที่ยวชมเมืองมา ทำให้เราอยากไปชมตลาด ไปดูผลไม้ซะแล้วซี เรารบเร้าป๊ากับม๊าให้พาเราไปหน่อยนึง ท่านบอกไม่ต้องกังวล พรุ่งนี้น่ะวันอาทิตย์ ครอบครัวเราจะไปตลาด Galevia Alameda ซื้ออาหารมาเก็บไว้ในตู้เย็น ทำอย่างนี้ทุกวันอาทิตย์อยู่แล้ว รับรองว่าพรุ่งนี้สนุก ปาป๊าว่าอย่างนั้น

วีวี่เธอตั้งใจกับการแข่งขันคัดตัวครั้งนี้มากทีเดียว ผลคะแนนน้อยกว่าสถิติเดิมไปตั้งเยอะแน่ะ เธอบ่นเล็กน้อย เที่ยงวันนี้เป็นวันเสาร์ ครอบครัวจึงพาเราเดินทางไปห้างสรรพสินค้าชื่อฟังดูดแปลกดี Chipichape (ชิปิช๊ะเป้) เราเดินชมไปรอบๆ หาอาหารทานกันในฟู๊ดคอร์ทขนาดใหญ่ วีวี่ตามมาทีหลังพร้อมกับเพื่อนของเธอ นายฟากรุน รับวีวี่มาจากสนามแข่ง เพื่อมาทานอาหารด้วยกัน เราปรึกษาหารือกันเรื่องกล้องไปด้วยในตัว ไม่ใช่ว่ามาที่นี่แล้วไม่ได้เก็บภาพอะไรไว้เลย มันก็ไม่ดีนัก ความทรงจำดี บางทีมันต้องมีภาพประกอบบ้าง นอกเหนือจากภายในใจของเราที่มันบันทึกเอาไว้โดยอัตโนมัติอยู่แล้วก็ตาม แต่ความกังวลเรื่องกล้องที่จะส่งไปซ่อมที่เอกวาดอร์เอย ค่าใช้จ่ายเอย หาข้อสรุปกันยากและยังไม่มีกล้องที่เราต้องการเสียด้วยซี

ปาป๊า มาม๊า ขอแยกย้ายกันเดิน ควงแขนกันกะหนุงกะหนิง หลังจากเราขอตัวโทรศัพท์ทางไกลกลับบ้าน ในห้างมีร้านอินเตอร์เนตความเร็วสูง กับมีตู้โทรศัพท์ไว้บริการมากมาย ราคาไม่แพงนัก ผมได้คุยกับพี่สาวและคุณแม่ เล่าถึงบรรยากาศ แจ้งข่าวสารพอหอมปากหอมคอ ทางบ้านจะได้ไม่กังวลนัก คุณวรรณขอยกยอดไว้โทรหาครอบครัวคราวหน้าแทน เราทำสลับกันไปแบบนี้อยู่บ่อยๆ อย่างน้อยเดือนละครั้ง เราทุกคนยังอยู่พร้อมหน้าที่ห้างแห่งนี้จนเกือบค่ำ นัดสำคัญที่วีวี่แจ้งกับเราไว้อีกอย่างคือ ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ El Tiempo (เอล เตียมโป) ชื่อตรงกับภาษาอังกฤษว่า The Time นั่นเอง ภาษาไทยขอนึกก่อนว่าชื่ออะไรดี สำนักงานตั้งอยู่บนชั้น ๒ บนห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ บอกอข่าวคุยสนุกเป็นกันเอง เขาได้ร่วมสัมภาษณ์กับนักข่าวประจำคอลัมน์ด้วย เขาเปิดเว๊ปไซต์ดูเส้นทางการเดินทางของเราอย่างละเอียดมาก่อนที่เราจะมาให้สัมภาษณ์ เป็นการทำการบ้านมาอย่างดีทีเดียว ท่านบอกอส่งคำหวานให้เราทิ้งท้ายเมื่อให้สัมภาษณ์เสร็จ “ภาพถ่ายของพวกเธอน่ะ สวยกว่าช่างภาพของเราถ่ายเสียอีก” เล่นชมกันอย่างนี้ ปลื้ม...ระวังตัวจะลอยแล้วเนี่ยเรา!! ว่าแต่ว่า กล้องยังไม่มีใช้เลย ตอนนี้โอกาสถ่ายภาพดีๆขาดช่วงเสียแล้วซีเรา ต้องเร่งหากล้องใหม่มาชดแทนเวลาที่หายไปดีกว่า..คอยช้าไม่มีทีท่าว่าจะดีซะแล้ว อีกสองวัน บอกอบอกว่าจะลงข่าวฉบับวันจันทร์ลองติดตามดู หนังสือพิมพ์ฉบับใหญ่ขนาดนี้หาซื้อได้ง่าย มีขายทั่วเมือง

อีกนัดหนึ่งของค่ำนี้ เป็นนัดสำคัญของคุณพ่อ ปาป๊า ที่ท่านถือปฏิบัติมาตลอดเวลา วีวี่บอกว่าไม่เคยที่พ่อจะลืมนัดสำคัญนี้เลย ถ้าไม่เดินทางไปไหนมาไหน หรือไปต่างประเทศไกลๆ คุณพ่อมาตามสัญญาเสมอ นัดกับคุณย่า คุณแม่ของปาป๊า ซึ่งบ้านของย่าอยู่ไกลไปทางเหนือประมาณ ๒๐ กิโลเมตรเห็นจะได้ ทุกคืนวันเสาร์พอเริ่มค่ำๆ ครอบครัวโรเซโรจะมาพบกับคุณย่าทุกครั้งเป็นประเพณีใจที่ถือปฏิบัติมายาวนานตั้งแต่วีวี่เธอจำความได้ ตราบจนปัจจุบัน เราได้พบกับเรื่องราวแบบนี้ ดูมันอมตะ เต็มล้นหัวใจเหลือเกิน ยังดีที่ว่าวันนี้ผมได้โทรกลับไปคุยกับทางบ้านเสียด้วย ไม่อย่างนั้น...แล้ว รู้สึกอายกับภาพความอบอุ่นแบบนี้เอาเสียจริง ปลื้มแทน อิจฉาเล็กๆที่เขาตั้งใจทำสิ่งดีๆแบบนี้อย่างเปิดเผย มันเป็นแบบอย่างที่ดี ที่เราควรเอาอย่าง เพิ่มความไกล้ชิดกับครอบครัวของเราเราให้มากขึ้นเรื่อยๆ คนโคลอมเบียเขาบอกว่าครอบครัวใหญ่ พ่อ แม่ พี่น้อง สำคัญกับเขามาก ตรงนี้นี่เองที่เรารู้สึกว่าไกล้เคียงคนไทยเหลือเกิน หัวใจที่อบอุ่นแบบนี้แหละมันหายากในหลายๆประเทศที่ผ่านมา คุณพ่อจะเดินไปที่ร้านของชำเล็กๆถัดออกไปสองสามคูหาจากบ้านคุณย่า เดินไปทักทายเพื่อนเก่าๆเป็นประจำเมื่อมาที่นี่ในวันเสาร์ เบียร์ขวดเล็กๆติดไม้ติดมือมานั่งดื่มบางๆ พร้อมกับสนทนากับคุณย่าอย่างชื่นมื่น เปื้อนด้วยรอยยิ้มและความสุขเหลือเกิน คุณพ่อจะดื่มเพิ่มขึ้นเมื่อรู้ว่า วีวี่มาด้วย เพราะเธอจะเป็นโชว์เฟอร์ขับพาครอบครัวกลับบ้านโดยปลอดภัย ปาป๊ารักษากฎเข้มแข็งชัดเจนเสมอมา

หลังจากลาคุณย่าเดินทางกลับบ้าน วีวี่เป็นสารถี เราได้แวะหาอาหารทานกัน มื้อนี้เป็นอาหารจีน ปาป๊า มาม๊า ทานเป็นประจำ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง วันนี้ยังไม่หมดกิจกรรม วันหยุดเป็นวันของความสนุกและความสุขเสมอ ปาป๊า มาม๊า ถูกส่งกลับบ้าน เราสองคน วีวี่กับเพื่อนของเธอ นายฟากรุน พาเราออกไปนอกเมือง เราจะไป Juanchito (ฮวนชี๊โต่) กัน ๒๐ กิโลเมตรเองไม่ไกลนัก ที่นั่นนะเหรอ..เราจะไปดู ซาลซ่า เมืองของการเต้นรำ เอะ..ซาลซ่า เมืองแห่งการเต้นรำมันจะเป็นยังไง..น้อ มีด้วยเหรอเมืองแบบนี้ ชักงงซะแล้วเรา เราต่างซักถามเขาสองคนกันอย่างสนใจใคร่รู้เสียเหลือเกิน คนไม่เป็นอันทำมาหากินกันหรือไง ถึงต้องมาเต้นกันจนได้ชื่อว่า เมืองแห่งการเต้นรำ! ระหว่างคุยกันไปซักถามกันไป เสียงแว่วๆหูเข้ามาไกล้ๆ เป็นเสียงแห่งความสนุกสนาน มาจากรถหน้าตาแปลก ข้างหน้าเรานั่นเอง เป็นรถบรรทุกขนาดกลาง ขนาด ๖ ล้อ ตัวถังคล้ายๆรถบัสแต่ก็ไม่ใช่ รถบรรทุกก็ไม่ใช่ รถมีหัวยื่นๆ ตัวถังด้านหลังถูกต่อขึ้นมาด้วยไม้อย่างวิจิตรบรรจง สีและลายเขียนที่ตัวถังเป็นแบบเฉพาะโคลอมเบียแท้ๆ หน้าตาแบบนี้ทำให้นึกถึงรถที่มีตัวถังประกอบจากไม้แถวๆภูเก็ต พังงา ระนอง หรือเมืองเก่าสุโขทัยบ้านเรา แต่ของเขาสูงกว่า มีหลังคาโค้งๆ ถ้ามองไกลๆ รูปร่างเหมือนแมลงทับ แมลงปีกแข็งตัวโตๆ แล่นไปมาบนถนนตามชนบท มีเสียงดังเสียด้วย มันเกิดอะไรขึ้นบนรถเหล่านั้น Chiva…La Chiva (ชีว่า...ลา ชี้ว่า) มันเป็นรถโดยสารของชาวบ้านตามชนบท เขาเรียกว่า ลา ชี้ว่า ชื่อของมัน..แล้วทำไมมีเสียงดนตรี เสียงคนร้องเพลง มาจากรถเหล่านั้นด้วยล่ะ...เราต่างยิงคำถาม มามา เดียวจะเล่าให้ฟัง วีวี่กับฟากรุน เริ่มต้นสาธยายถึงเจ้า ชีว่า ให้เราฟัง เธอสองคนรู้หรือเปล่าว่า นี่แหละ รถแห่งความบันเทิงในยามค่ำคืนของเราชาวโคลอมเบีย เราจะใช้รถแบบนี้ เช่ามาจัดปาร์ตี้เคลื่อนที่ก็ได้ เธอเห็นมั้ย ประตูหลังปิดแน่นหนา คนไม่ตกลงมาง่ายๆ หน้าต่างรอบๆระบายอากาศได้ดี ภายในกว้างขวางออก ภายในเขามีคนเล่นดนตรี ตีกลอง ดื่มได้ หัวเราะ ร้องเพลง ปรบมือ เต้นรำ ฟังเรื่องเล่า เรื่องตลกๆ ขำๆเรื่องมันๆ ตะโกน ทำสิ่งที่คิดว่าปลดปล่อย เขาจะมีหัวหน้ามือถือไมค์ คอยพูด ร้องเพลงจนคอแหบ คอแห้งกันไปเลย รถคันนี้จะหยุดรับคนหน้าตาใหม่ๆขึ้นเพิ่มเรื่อยๆระหว่างทาง เป็นที่รู้จักกันดี อายุไม่จำกัด ๑๘ ปีขึ้นไปจนถึงอายุไกล้เคียง ๑๐๐ ปีก็ตาม ได้ยืดเส้นยืดสาย อาหารมีแกล้มเล็กๆน้อย เพื่อเพิ่มเติมสีสันและความสนุก มันเป็นความบันเทิงท้องถิ่นที่น่ารักสนุกสนานของเราเชียวนะ อันนี้เป็นเพียงการเริ่มต้นเองนะ รถคันนี้มีหน้าที่รับส่งคนเหล่านี้ เป็นเพียงออเดิฟให้อารมณ์สนุกสนาน เคลิบเคลิ้มได้เริ่มต้น รถเหล่านี้จะพาคนไป ฮวนชิโต่ เมืองที่เราจะไปกันนั่นแหล่ะ ที่นั่นคนเขาตื่นช้า ต้องกระตุ้นกันไปก่อน เขาจะเริ่มต้นกันหลังจากเที่ยงคืนไปแล้ว จนถึง ๗ โมงเช้า ทั้งเมืองเล็กๆของฮวนชิโต่แห่งนี้ เขานอนกลางวัน กลางคืนเต้นรำ ส่วนใหญ่จะเป็นคนผิวดำ ความสามารถเรื่องเต้นไม่ต้องพูดถึง ฮวนชิโต่ ทำให้ คาลีเป็นเมืองที่ได้ชื่อว่า Cali, The World Salsa Capital เชียวน๊า

คนในรถ ลา ชีว่า ถูกสร้างปลุกอารมณ์ให้สนุกสนานก่อนไปถึง ฮวนชิโต่ เราถูกปูสร้างจินตนาการสร้างสรรค์ไปในตัวก่อนถึงฮวนชิโต่เช่นกัน เมืองเล็กๆแห่งนี้เต็มไปด้วยดิสโก้เทคเกิน ๓๐ แห่ง เราเลือกเข้าไปที่หนึ่งชื่อ ดิสโก้เทค Chango ภายในกว้างขวาง มีคนมากันเยอะ มาเป็นครอบครัวบ้าง เป็นกลุ่มเพื่อนฝูงบ้าง บรรยากาศเพลงระรื่นหูดี ไม่อึกทึก ยกแก้วเหล้าชนกันจนนัวเนียเหมือนบ้านเรา การดื่มของคนที่นี่พอประมาณ ทุกคนจะใจจดใจจ่อกับการชม คนใหม่ๆออกไปเต้นโชว์ ใครมีลีลาฝีมือ ไม่ต้องกลัว ออกไปเต้นได้เลย โต๊ะที่แขกจะนั่งเป็นวงกลมล้อมรอบ เวทีที่อยู่ตรงกลาง ใครที่โดดเด่นโชว์ลีลา สลับขาเต้น ย้ายสะโพกได้งดงาม เสียงปรบมือจะดังกระหึ่มจากแขกที่มาในดิสโก้เทคแห่งนี้ เป็นการยอมรับในฝีมือ บางคนขอลองเต้นประชันฝีเท้า ประลองฝีมือกันอย่างสนุกสนาน เพลงเก่าๆในยุคปี ๘๐ ทำให้คนที่เป็นรุ่นรุ่นสาวในยุคนั้นออกมาเต้นกันเป็นแถวร่วมร้อยคน ช่างเป็นภาพความสุขความบันเทิงที่หาดูยากยิ่ง เขาว่ากันว่าที่นี่ยังเป็นโรงเรียนของ ซาลซ่า ที่ดีที่สุดของเมืองคาลี และมันดีที่เมืองแห่งเสียงเพลงความบันเทิงนี้ มันแยกตัวออกห่างจากใจกลางเมืองอย่างพอเหมาะพอควร ไม่วุ่นวายปนเปให้ผู้คนที่ควรจะพักผ่อน พลอยเสียอารมณ์ เพราะเมืองเล็กๆแห่งนี้ ฮวนชิโต่ เขาสนุกกันทั้งเมืองนั่นเอง...มันส์!

เราสองคนถูกจับออกเต้น คนละรอบสองรอบ ขาแทบจะสะดุดล้มไม่เป็นท่าเป็นทาง เรื่องเต้นแบบนี้ไม่ค่อยจะคุ้นเคย แต่ต้องขอลองซักหน่อย มาถึงที่กันแบบนี้แล้ว กลัวจะเสียทีที่ได้มา

จริงดังที่เขาว่ากัน สาวสวยหญิงงามที่หนึ่งต้องยกให้ คาลี นับว่าเราได้เริ่มประจักและเห็นแล้ว ยิ่งมางานเต้นระบำ...เต้นรำ ซาลซ่า แบบนี้แล้ว เธอต่างโชว์ลีลาเต้นกันอย่างออกรสชาติ สะโพกโบกได้สวยงามดูมีศิลปะ มากกว่าดูไปทางยั่วยวน ช่างงดงามเสียจริง แม่หญิงคาลี อาจจะเป็นเพราะเมืองอื่นๆของโคลอมเบียตั้งอยู่บนที่สูงมาก ทำให้อากาศหนาวเย็นขึ้น ผู้หญิงเหล่านั้น จึงอดที่โชว์อวดเรือนร่างเหมือนดังสาวคาลีก็เป็นไปได้ ยังมีเมืองต่อๆไปคงจะได้พิสูจน์แก่สายตาของเรา ว่าจะสวยไม่สวย ใครกันแน่จะสวยกว่ากัน แต่ผิวพรรณดี ผมว่าต้องยกให้สาวคาลี เขาเอาคะแนนไปก่อน ๑ แต้ม

 

หน้า 1 | 2 | 3 | 4 อ่านต่อหน้า 2
 

 

Copyright©2000 ThaiBikeWorld.com | All rights reserved
Designed and maintained by