น้ำใจดุจแผ่นฟ้า...แรงศรัทธาดั่งผืนทราย
หน้า 1 | 2 | 3 | 4 | 5


26 กุมภาพันธ์ 2546

กำลังจะออกจากประเทศแรกของทวีปอเมริกาใต้แล้วและกำลังจะเข้าสู่ประเทศที่สองต่อไปนี้คือ เปรู เมืองสุดท้ายของชิลีคือ Arica ห่างจากชายแดน 20 กิโลเมตรพอดี ขาออกจากชิลี ไม่ถึงกับยุ่งยากนัก ทุกอย่างเรียบร้อยดี เพียงแต่ต้องกรอกใบข้อความแสดงความเป็นเจ้า ของจักรยานโดยอ้างถึงหมายเลขทะเบียนและร้านที่ซื้อมาด้วย แบบฟอร์มต่างๆหาได้ตาม รถเข็นที่ขายผลไม้ ราคาใบละ US$ 0.25 ดูแล้วก็แปลกไปอีก อย่าง เจ้าหน้าที่ไม่เห็นจะมี แบบฟอร์มให้แฮะ พอเจ้าหน้าที่ตรวจเรียบร้อยทุกอย่างเท่ากับว่าเราหมดเวลาลงแล้วใน ประเทศใต้สุดของทวีปอเมริกาใต้ เราอำลาป้ายส่งท้ายของชิลี และ ป้ายถัดไปคือ ยินดีต้อนรับของประเทศเปรูทั้งสองป้ายอยู่ไกล้กัน บันทึกภาพไว้เป็นหลักฐานก่อนอื่นใด ประมาณร่วมๆกิโลเมตร หลังจากป้ายยินดีต้อนรับไปแล้วจะเป็นด่านขาเข้าของเปรู มองเห็นถึงความแตกต่างทันทีที่มาถึง สภาพสำนักงาน ความเป็นระบบระเบียบต่างกันมาก ผู้คนพลุกพล่าน บรรยากาศไม่ค่อยน่าไว้วางใจนัก

เมื่อจอดจักรยานสนิท ผู้คนรุมล้อม รุมจ้องเราสองคนอยู่ตลอดเวลา คุณวรรณเดินไปที่ ห้องเจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง พอถึงปั๊บเขาก็ประทับวีซ่าให้อย่างง่ายดาย ไม่สอบถามอะไรเลย ไม่ลงบันทึกใดๆ ตราประทับก็ไม่ค่อยชัดเจน ส่วนเรื่องจักรยานก็ยัง พอมีธุระต้องทำต่อ โดยเอาสำเนาจากชายแดนชิลีมายื่นว่า จักรยานเป็นของเราจริงหรือไม่ กว่าจะเสร็จค่อนข้างจะยุ่งทีเดียวล่ะ เพราะเจ้าหน้าที่นั่งอยู่บนรั้ว พอตรวจเอกสารเซ็นกำกับ เสร็จ จะต้องไปหาคนต่อไปอีก นั่งอยู่ในรถกว่าจะเซ็นครบ 3 คนได้ต้องตามตัวกันแทบแย่ สงสัยออฟฟิสกลางแจ้งหรือไม่ก็ออฟฟิสเคลื่อนที่กระมัง ระหว่างนั้นก็มีคนมาสะกิด ถามว่า ฉีดวัคซีนมาหรือยัง..ถือแฟ้มมาเลย เราก็ยื่นเอกสารการฉีดวัคซีนให้ดู เรียบร้อยมาแล้วและ ถามต่อว่า ผลไม้องุ่นน่ะคุณจะทิ้งไหมที่ติดจักรยานมาจากชิลี เราบอกไม่ทิ้ง ถ้าไม่ทิ้งก็เอา เข้าเปรูไม่ได้ เราจึงกินมันให้หมดไปต่อหน้าต่อตาเขาเลย จะได้หมดเรื่องไป


อากาศยามสายๆ แบบนี้ช่างร้อนระอุเหลือเกิน แดดยิบๆ มองไปทางไหนก็มีแต่ทราย ผืนทรายที่ร้อนรุ่น ยังคงต่อเนื่องมาจากชิลี ส่วนนี้เป็นส่วนหนึ่งของทะเลทรายอาตากาม่าที่ แห้งที่สุดในโลกนั่นเอง ฟ้าจรดพื้นทราย มีเพียงถนนเท่านั้นที่ถูกขีดเป็นเส้นทอดยาวไปตาม ผืนทรายไกลจนสุดตา เป้าหมายเมืองข้างหน้าเมืองแรกในเปรู คือ Tacna (ตั๊กน่า) เมืองใต้สุดของประเทศ ระยะทางจากจุดนี้ไปประมาณ 35 กิโลเมตร ระหว่างเดินทางไปนั้น ผมยังรู้สึกอ่อนเพลียอยู่มาก เนื่องจากเมื่อวานก่อนท้องเดินทั้งวันเลย กำลังวังชาถดถอยไป เป็นกอง จึงต้องไปอย่างช้าเอาไว้ก่อน ถนนสายนี้ยังเป็นถนนชื่อเดิม Panamericana เพียงแต่ข้ามมาอีกหนึ่งประเทศเท่านั้นเอง ปั่นมาได้ร่วม 20 กิโลเมตร อาการหมดแรงเกิด ขึ้น รู้สึกอ่อนเพลียมากขึ้น แดดจัดจ้านจนตาลายไปหมด ไม่ไกลนักเราเริ่มมองเห็นต้นไม้ น่าแปลกใจมากที่ไม่ค่อยจะเห็นได้บ่อยๆนัก ผมแวะเข้าไปพักใต้ร่มไม้ทันที คุณวรรณยังมี กำลังเหลือเฟือจะไปต่อ ผมบอกขอหยุดก่อนครับ..ไม่ไหวจริงๆ ใต้ร่มไม้ท่ามกลาง ทะเลทรายแบบนี้ มันช่างร่มรื่นชื่นใจเสียจริง อาการสดชื่นกลับมาอย่างรวดเร็วทันตาเห็น ไม่นานนักเราสองคนได้เดินทางมาถึงเมือง ตั๊กน่า เมืองที่มีผู้คนอาศัยอยู่ถึง 1 แสน 5 หมื่นคน แต่กว่าจะเข้าถึงใจกลางเมืองได้ อาการกดดันก็มีเยอะทีเดียว เนื่องจากต้อง ปรับตัวกันขนานใหญ่ ผู้คนที่เห็นเราจะผิวปากทุกครั้งที่มอง รถราคันไหนแล่นผ่านไปมา จะได้ยินเสียงผิวปากพร้อมทั้งมองมาที่เราเป็นจุดเดียว บางคนมองจนคอแทบจะบิดกลับ หมุนได้เลย เรารู้สึกเครียดๆ เนื่องจากพฤติกรรมแบบนี้ในเมืองไทยเราไม่มี ถ้าทำแบบนี้จะ ไม่สุภาพเลย ที่สำคัญ.. บางครั้งเขาใช้เรียกสุนัขประมาณนั้น เราคงจะต้องหาคำตอบกันต่อไปว่าทำไมเขามีพฤติกรรมผิวปากกันแบบนี้ ชักน่าสงสัย ซะแล้วล่ะ

ก่อนอื่นใดเมื่อเข้าเมืองแล้วจำเป็นต้องหาที่พักก่อนและเวลาเย็นย่ำเข้ามาทุกที แต่เงินใน กระเป๋าของเรายังเป็น Pesos ของชิลีอยู่ จำเป็นต้องจัดแจงแปลงค่าเงินเปลี่ยนเป็นเงินเปรู ให้ได้เสียก่อน หรือไม่ก็หาตู้เอทีเอ็ม กดเงินได้แล้ว วันรุ่งขึ้นตั้งสติสตังให้ดีค่อยๆไปหา ที่แลกเงิน...ความคิดผมกับคุณวรรณตรงกันข้าม ผมว่าพรุ่งนี้นะจะดีกว่า คุณวรรณว่า แลกเลยดีกว่าจะรอช้าทำไม สกุลเงินต่างๆในทวีปอเมริกาใต้ เมื่อข้ามประเทศแล้ว มักไม่มีค่า มักเทียบได้กับ ของที่ระลึกเท่านั้นเอง จากที่เราทำการบ้านมาก่อนแล้วนั้น ค่าเงินที่แลกเปลี่ยนควรจะเป็นดังนี้

 

700 Pesos (เปโซ) ของชิลี เท่ากับ US$ 1 ส่วนเงินเปรูคือ สกุล Sol
3.50 Soles (โซเลส) ของเปรู เท่ากับ US$ 1

ราคาแลกเปลี่ยนกันตามชายแดน 220 เปโซ เท่ากับ 1 โซล นั่นเอง มีการเหลื่อมล้ำ อยู่บ้างคือ การค้ากำไร

คุณวรรณยืนยันจะแลกเปลี่ยนเงินดีกว่า โดยไม่รอกดเงินจากตู้เอทีเอ็ม เลือก Casa de Cambio สถานรับแลกเปลี่ยนเงินแทนการแลกเปลี่ยนกับผู้คนที่ยืนรับแลกเปลี่ยนอยู่ตาม มุมตึกน่าจะดีกว่า คนเหล่านั้นรวมตัวกันเป็นกลุ่มๆ 10-20 คน ดูแล้วไม่ค่อยเป็นทางการนัก เงินจำนวน 49,000 เปโซ ถูกแลกเป็นที่เรียบร้อย จากนั้นเรารีบไปหาที่พักดีๆถูกๆ ก่อนเวลาค่ำจะมาเยือน แม้วันนี้จะยาวขึ้นเป็นพิเศษก็ตาม เนื่องจากเวลาของเปรูช้ากว่า ประเทศชิลีถึง 2 ชั่วโมง แต่ข้ามด่านต้องเปลี่ยนเวลาให้ช้าลงไปตั้งเยอะ แต่เป็นเวลาที่ดีทีเดียว จำง่ายเพราะห่างจากเมืองไทยโดยช้ากว่าถึง 12 ชั่วโมงพอดี เพียงแต่สลับกลางวันกลางคืนเท่านั้นเอง เราหาโรงแรมกันนานมาก 7 แห่งถึงจะได้ราคาดี สถานที่ดูท่าจะปลอดภัยและวางใจได้ มาจบอยู่ในซอยเล็กๆ ชื่อซอย Inclan (อินคลาน) ไกล้กับพลาซ่า

 

 

 

27 กุมภาพันธ์ 2546

เมื่อคืนที่ผ่านมาคืนแรกในเปรู เป็นคืนที่คุณวรรณนอนไม่หลับมาตลอดทั้งคืน เนื่องจาก ความโมโหและโกรธมาก เมื่อเธอลองเอาบิลมาทบทวนดูว่า เมื่อวานนี้ที่แลกเงินนั้น เราถูกโกงแน่นอนเลย ยังไม่ทันจะทำธุระใดเลยในเช้านี้ เราต้องวิ่งไปสอบถามที่แลกเงิน จุดอื่นๆว่า เรามีเงินชิลีเปโซ จะแลกเป็นเงิน โซเลส อัตราแลกเปลี่ยนเป็นอย่างไรกัน ทุกแห่งเขาตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า 220 ชิลีเปโซ เท่ากับ 1 โซล ฟังดังนั้นคุณวรรณ ยิ่งโมโหใหญ่ หยุดไม่ได้ ฉุดไว้ไม่อยู่แล้ว เธอรีบเดินไปยังสถานรับแลกเงินเมื่อวานนั้นทันที พอไปถึงเธอก็เอาอัตราแลกเปลี่ยนให้ดูดังนี้

" 49,000 ชิลีเปโซ ที่ติดตัวมา 320 อัตราแลกเปลี่ยนวานนี้ 153.125 เงินโซเลสของเปรูที่ได้รับ "
แล้วก็ระเบิดใส่คนเมื่อวาน หนุ่มหน้ามนคนขี้โกงจ๋อยไปตามๆ กัน เธอบอกว่านี่เป็นวันแรก ที่ฉันเข้ามาในประเทศเธอ ทำไมถึงทำกับฉันอย่างนี้ เธอชาร์จฉันเกินไป อัตราแลกเปลี่ยน มหาโหด โนบ๊วยโน เธอสองคนทำไม่ดีกับฉันเลย หนุ่มสองคนนั้นหน้าตาเริ่มถอดสีจิตสำนึก ยังดี ไม่ตอบโต้ พร้อมกดไปที่แป้นคีย์บอร์ด เคาะอัตราใหม่ให้ทันที

" 49,000 เงินชิลีเปโซ 220 อัตราแลกเปลี่ยนวันนี้ 222.727 เงินโซเลสที่จะได้รับ "

คราวนี้เอาเงินเมื่อวานที่ถือไปแล้ว 153.125 โซเลส และเงินที่ควรจะได้รับใหม่ตั้ง 222.727 และลบกัน เงินที่ได้เพิ่มมาในวันนี้ 69.607 เท่ากับ US$ 20 เต็มๆ คุณวรรณหน้าตายิ้มแย้ม ผ่องใสในทันทีอย่างทันตาเห็น สองหนุ่มขอโทษเบาๆ คุณวรรณก็โต้กลับไปว่า เอ้อ..ประเทศเธอยังไม่เลวร้ายเกินไปนักหรอก เพราะพวกเธอยังรู้จักผิดชอบชั่วดีอยู่บ้าง แหมเหตุการณ์นี้ทำให้จดจำค่าเงินได้ขึ้นมาจับใจ

 

 

มีนาคม 2546

เราพักอยู่ในโรงแรมถูกๆ ในเมือง ตั๊กน่า ถึงหนึ่งเดือนเต็ม หาข้อมูลในการเดินทาง อย่างละเอียดที่จะข้ามประเทศเปรูจากใต้สุดไปยังเหนือสุด วางแผนอย่างรัดกุมถี่ถ้วน เพราะพอมาถึงวันแรกๆ เราเริ่มรับรู้ได้ทันทีว่าไม่ค่อยจะมีความปลอดภัยนักในประเทศแห่งนี้ ผู้คนยากจน เด็กๆขอทานเยอะมาก ทุกครั้งที่เดินไปไหนจะมีคนมาขอเงิน ทุกครั้งที่หยุด นั่งทานอาหารจะมีคนมาร้องเพลง บ้างเอาลูกอมมาขาย มาขออาหารที่เรากินอยู่ ดูบรรยากาศแล้วสงสาร แต่ก็น่าหวาดกลัวไปในตัว เราพยายามซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบๆใน โรงแรมเล็กๆแห่งนั้น เจ้าของโรงแรมดูท่าทางใจดี เปิดเผย แกบอกว่า ทีวีในโรงแรม เพิ่งหายไป 5 เครื่อง ทั้งๆที่มีเจ้าหน้าที่ แต่หลุดไปได้โดยไม่รู้เลย ฟังดังนั้นแล้วชวน จินตนาการถึงความสามารถของโจรได้ทันทีเลย

ใช้เวลานั่งเขียนเรื่องเล่าของประเทศนิวซีแลนด์จนจบอย่างช้าๆ และต่อด้วยเรื่องเล่า บันทึกการเดินทางของชิลีตามมาจนจบลงได้ แต่เราก็ยังไปไม่ได้ สถานะการณ์เปรูและ สถานการณ์โลกอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ บางวันเราออกไปกินข้าว ร้านอาหารปิดประตู พร้อมๆกันในทันทีพร้อมกันทั้งเมืองเพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มคนที่ประท้วงลุยเข้ามาทำลาย ข้าวของ ทุบตีบ้าง ร้านค้าจึงรีบปิดลงอย่าง รวดเร็ว เป็นสัญชาติญาณของเราที่รู้โดยปริยาย วันแล้ววันเล่า ครั้งแล้วครั้งเล่า เหตุหลักใหญ่ๆที่ประชาชนลุกขึ้นมาประท้วงมี 2 ประเด็นหลัก ประการแรกมาจาก ความยากจน ค่าครองชีพสูง ข้าราชการต้องการขึ้นเงินเดือนทั่วประเทศ และประชาชน ต้องการค่าแรงขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้น ทุกเมืองในเปรู ชุมนุมประท้วงพร้อมๆทุกครั้ง ประการต่อมา สหรัฐอเมริกาประกาศจะทำสงครามโค่นล้มอิรัก แม้ว่าคนเปรูจะจนแสนจนก็ยังลุกขึ้นมา ประท้วงกันอย่างเนืองแน่น เราต้องปิดประตูหน้าต่างโรงแรมอย่างมิดชิดทุกครั้งที่มีประท้วง ด้วยความวิตกกังวลและกลัวอยู่ลึกๆ และจนแล้วจนรอดสงครามในอิรักก็เกิดขึ้น แต่การประท้วงเรื่องค่าแรงในเปรูยังคงดำเนินต่อไป

 

 

14 เมษายน 2546

การเดินทางของเราเริ่มดำเนินต่อไปเช่นกัน การออกสตาร์ทค่อนข้างยาก รู้สึกเหนื่อย จากการพักที่ยาวนาน ประกอบความแห้งแล้งของอากาศที่ร้อนระอุเมื่อออกสู่ภายนอก เท่ากับว่าเราจะไม่เจอต้นไม้ตลอดทั้งวันขณะปั่นจักรยานเลยนับจากนี้ต่อไป พอออกจาก เมืองตั๊กน่า ถนนเริ่มไต่ขึ้นภูเขาทันที ทำให้ทวีความเหนื่อยขึ้นเรื่อยๆ แต่ทุกอย่างไม่แย่ เกินไปนัก เรายังไปได้ จากนั้นถนนราบเรียบดีขึ้นหน่อย ระหว่างปั่นได้ผ่านหมู่บ้านเล็กๆ มีความเขียวชุ่มอยู่บ้าง ประมาณ 2 กิโลเมตรกระมัง จากนั้นก็เป็นอาการเดิม เราออกสตาร์ทในวันนี้ทำระยะทางได้เพียง 40 กิโลเมตรเท่านั้น

ที่นอนคืนนี้เราหลบหายเข้าไปในเหลี่ยมทราย ในยามค่ำพอดี เพื่อหลบสายตาผู้คนที่สัญจรไปมาอย่างเบาบาง ลึกและไกลจากถนนจนมั่นใจว่าปลอดภัย และตอบอะไรไม่ได้เลยว่าจะปลอดภัยขนาดไหนเพราะไร้ที่กำบัง เต้นท์เราตั้งอยู่กลางทาง ทะเลทราย นิ่งสงัดตลอดคืน

วันต่อมาเราตื่นแต่เช้า รีบจัดเตรียมความพร้อม ไม่นานนักเราเข้าสู่ถนนได้รวดเร็ว พอที่ใครๆ จะไม่เห็นเราสองคน ขณะกำลังเข็นจักรยานออกมา ถนน Panamericana จะพาเรามุ่งต่อ ไปยังเมือง Moquequa (โมเก้หว่า) ตั้งอยู่ไกลออกไป 120 กิโลเมตร จากการคาดเดา ตามแผนที่ ดูแล้วเราคงไปไม่ถึงเป็นแน่ กำลังวังชายังไม่เข้าที่เลย ถนนก็ดูจะขึ้นๆลงๆ มากกว่าเดิมเข้าไปอีก ทอดยาวไกลๆขึ้นสูงไปเรื่อยๆ พอสุดถนน ก็ลาดลงยาว ซอกซอน ไปตามหุบเขา จนมาเจอกับค่ายทหารตั้งอยู่กลางทะเลทราย ทางซ้ายมือ เราแวะสอบถาม หาอาหารกินเพื่อประทังความหิวกัน ทหารบอกว่าข้างหน้า มีอาหารกิน เรารีบไปตาม คำบอกทันที ถนนทอดลงสู่หุบเบื้องล่าง เจอร้านค้าเล็กๆ เราแวะกินข้าวโพดต้ม เพื่อเสริมกำลัง บวกกับน้ำอัดลม 1 ขวดและซื้อน้ำตุนเก็บไว้เป็นทุน ในการเดินทางต่อไป จากร้านค้าที่อยู่ในหุบ เราค่อยๆไต่ขึ้นภูเขาอีกครั้งไม่ถึงกับยาก และสูงนัก จากร้านค้าเล็กๆ มาประมาณ 7 กิโลเมตร เราได้พบกับหมู่บ้านเล็กๆ ใจกลางทะเลทราย มีบริการอาหาร ขนม มีร้านปะยางและปั้มน้ำมัน เราถึงได้แวะกินอาหาร กันเต็มกระเพาะเสียที เราซื้อส้ม 1 กิโล แอ้ปเปิ้ล 2 ลูก มัดท้ายจักรยานไว้ แล้วรีบมุ่งหน้าต่อไป ขณะที่มองเห็นถนนทอดขึ้นภูเขา ไปไกลสุดตา เราทำได้ดีที่สุด 55 กิโลเมตรเท่านั้น พระอาทิตย์ค่อยๆลาดลงต่ำเรื่อยๆ ไกล้ผิวพื้นทรายเข้ามาทุกที เรามองหาทำเลซอกหลืบแห่งหุบเขาทรายเพื่อหลบซ่อน กำลังกันอีกหนึ่งคืนท่ามกลางความว่างเปล่า อากาศเย็นสบายตลอดทั้งคืน ต่างจากในเวลา กลางวันเสียเหลือเกิน

 

 

16 เมษายน 2546

ตี 5 เรารีบออกจากจุดเต้นท์ รีบกลับเข้าสู่ถนนอย่างด่วน ท่ามกลางแสงแดดเริ่มไล่มาเรื่อยๆ หมอกยังคงปกคลุมทุ่งผืนทรายในยามเช้า ถนนมีแต่ขึ้นเรื่อยๆ จากความสูงเมื่อคืนที่ผ่านมา 700 เมตรจากระดับน้ำทะเล ไต่ขึ้นช้าๆ ความร้อนมาแรงๆ ทำให้เราไปได้อย่างเร็วไม่เกิน 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ข้าวโพดที่ซื้อติดตัวไว้เมื่อวานยังคงเป็นอาหารสร้างพลังให้กับเรา เป็นอย่างดี ผลไม้ยังพอมีให้เรียกความสดชื่นได้บ้าง ถนนยังคงซอกซอนไปตามซอกหุบเขา อย่างยากจะทำนายได้ว่าจะไปทางไหนกันแน่ ตกเย็นเหลือเพียง 15 กิโลเมตรสุดท้าย เราเริ่มเห็นสีเขียว ถนนทอดไปตามโอเอซิส เลียบลำน้ำขึ้นไปเรื่อยๆ สองข้างทางขนาบด้วย ภูเขาแห้ง มีความชุ่มชื้นเฉพาะที่มีน้ำไหลผ่านเท่านั้นเอง ผู้คนอาศัยปลูกพืชเลี้ยงสัตว์กัน มากมาย พอมีอาหารให้เรากินได้อย่างไม่อด แต่ช่วง 15 กิโลเมตรสุดท้ายกินกำลังเรา มากพอดู ถนนชันมากขึ้นตอนไกล้ๆถึงเมือง โมเก้หว่า ยิ่งเพิ่มความชันเข้าไปอีก พลังเราไปหมดก๊อกสุดท้าย ถึงเมืองค่ำพอดี 1 วันเต็มๆกับระยะทาง 60 กิโลเมตร น้อยอย่างเหลือเชื่อ มาบรรจบที่ความสูง 1412 เมตร อากาศเย็นสบาย ออกหนาวๆเล็กๆ เรารีบหาที่พัก เก็บจักรยานเข้าพักผ่อนก่อน ส่วนเราออกไปหาดูบรรยากาศยามค่ำๆ ในเมืองกันพอประมาณ จึงกลับเข้ามานอนแต่หัวค่ำ ขออยู่เมือง โมเก้หว่า สักวันก็แล้วกัน สามวันแรกเล่นเอาเหนื่อยทีเดียว เขาบอกว่าข้างหน้า ยังยากกว่าอีก ขอตุนกำลังใน เมืองเล็กๆ แห่งนี้ต่อ เขาว่ากันว่าเมือง โมเก้หว่า แห่งนี้แห้งแล้งที่สุดในเปรูเลยทีเดียว เพราะยังมีส่วนเกี่ยวข้องต่อเนื่องกับทะเลทราย อาตากาม่าในชิลี ยังส่งอิทธิพลมาถึง แม้จะแห้งแล้งเพียงใด ภายสองฝั่งลุ่มน้ำโมเก้หว่า ยังมีพื้นที่ปลูกองุ่นชั้นดีได้ สามารถผลิต เหล้า Pisco ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศกันเลยทีเดียว การเกษตรก็ไปได้ดี ผู้คนยิ้มแย้ม เป็นมิตรดี บ้านเรือนยังมีปลูกสร้างทำหลังคาด้วยต้นอ้อย แล้วเอาดินมาโปะคลุมเอาไว้ มีให้ดูมากมายที่เมืองนี้ เราสนุกกับการเดินท่องเมือง ค่อนวันเต็มๆกับวันพักเบรคนี้

 

 

 

 

18 เมษายน 2546

ออกจากเมือง โมเก้หว่า ถนนลาดลงอย่างเดียว 5 กิโลเมตรจนถึงลำน้ำ โมเก้หว่า จากนั้น ถนนเลี้ยวขวาข้ามสะพานไปสู่ทิศเหนือต่อไป เริ่มจากจุดนี้ไปถนนก็เข้าสู่สภาพเดิม เริ่มไต่ขึ้นเนินไปเรื่อยๆ อากาศร้อนจี๋ทีเดียว เมื่อผ่านเวลาเช้ามาแล้ว เราออกมาได้ ไม่ไกลนัก ยางหลังผมเกิดรั่ว เราจอดลง ถอดสัมภาระออก นั่งปะยางริมถนนร้อนๆกัน อาศัยพักเหนื่อยไปในตัวด้วย สภาพภูมิประเทศเปลี่ยนไปบ้างจากที่แล้วมา ส่วนใหญ่จะเป็น หุบซอกเขา เราต้องปั่นซอกซอนไปเรื่อยๆ มองเห็นวิวต้นไม้ไม่มีอย่างเดิม มีแต่ถนนกับหิน และทรายเท่านั้น ช่วงท้ายๆของวันเริ่มยากขึ้นเป็นลำดับ ถนนชันขึ้นเรื่อยๆ มีลอดอุโมงค์บ้าง เพื่อลดความชันของเส้นทางลงไป ไม่ไกลกันนักจากที่เราลอดอุโมงค์แล้ว ถนนก็สุดความชันในช่วงนี้ ถนนเริ่มลาดลงมองไปยาวทีเดียว แต่เวลาไกล้ค่ำเข้ามาทุกที ในความโล่งเรามองเห็นบ้าน 1 หลังทางซ้ายมือพอไปไกล้ๆก็รู้ว่าคือ ร้านอาหารเล็กๆ เราแวะเข้าไปใช้บริการ เติมพลังกันไว้ก่อน ขณะนั่งกินไปนั้น พระอาทิตย์เริ่มจะลับเหลื่อม ทรายแล้ว เรารีบออกเดินทางต่อทันทีเพราะดูแล้วไม่น่าไว้วางใจนักที่จะบอกว่าเราจะ ไปทางไหน เรารีบปั่นแข่งกับพระอาทิตย์ตกและแสงที่ค่อยๆหายไป ในที่สุดเราก็ตัดสินใจ เข้าไปในผืนทรายห่างออกไปจากถนนไกลเกิน 500 เมตร จัดแจงกางเต้นท์กันในความมืด งดใช้แสงไฟทุกชนิดเพื่อความปลอดภัย แล้วเราก็หลับลงบนผืนทราย ท่ามกลางท้องฟ้า ที่แจ่มชัดไปด้วยดวงดาว

ตื่นเข้าวันใหม่ท่ามกลางอุณหภูมิที่หนาวเพียง 6 องศาเท่านั้น มันช่างสลับกันเหลือเกิน กลางวันกับกลางคืน กลางวันร้อนจี๋กลางคืนเย็นยะเยือก ฟ้าไม่ทันสว่างดีเรารีบเก็บเต้นท์ จัดข้าวของใส่กระเป๋าเรียบร้อยแล้ว ตรวจเช็คจักรยานให้พร้อมกับการเดินทาง แต่ยางหลัง คุณวรรณรั่วแบนสนิท ต้องแกะสัมภาระออกมาปะยางกันอีกครั้ง เสียเวลาดีๆไป ในช่วงเช้าแบบนี้ ขณะที่เข็นจักรยานออกมาจากผืนทรายกลับเข้าสู่ถนน รู้สึกว่ายากกว่า ที่เข็นเข้ามาเมื่อวานอีกและรู้สึกทึ่งว่าเราเข็นเข้ามาได้อย่างไรกันถึงไกลขนาดนี้ เมื่อวานนี้ เราทำระยะทางได้ 38 กิโลเมตรเท่านั้นจากความยาวของเส้นทาง มาวันนี้โชคยังดี โชคยังเป็นของเราอยู่บ้าง ถนนลาดลงยาว ทอดขึ้นบ้างบางช่วง สลับกันทำให้เรารู้สึก สบายขึ้นบ้าง แต่ระหว่างทางก็ทำให้รู้สึกกลัวในความเงียบที่ว่างเปล่า เพราะความว่างเปล่า ทำให้เรากังวล พอดีผมเหลือบไปเห็นคนนอนอยู่ริมถนน นอนคว่ำหน้า ตัดสินใจไม่ได้ว่า จะหยุดดูหรือไป หรืออาจจะเป็นแผนของคนไม่ดีก็ได้ หรือผู้ร้ายหลอกล่อให้เราหยุด แล้วลุกขึ้นมาจี้ปล้นเรา คิดไปต่างๆนานา ด้วยความกลัวเรารีบปั่นหนีไปเลยอย่างรีบเร่ง เพราะดูเสื้อผ้าคงไม่ใช่อุบัติเหตุแน่ๆและคงจะไม่ใช่คนตาย ดูเหมือนคนหลับมากกว่า จะจริงเท็จเราไม่ขอแลกและไม่ขอพิสูจน์ล่ะ อีก 20 กิโลเมตรต่อมา ท่ามกลางทะเลทราย โล่งๆ เรามาถึงจุดนี้ เริ่มมีภูเขาโอบล้อมไว้ เจอกับด่านตรวจ มีตำรวจประจำอยู่ มีร้านค้าเล็กๆ 1 ร้าน มีซุปวิญญาณไก่ไว้บริการ เราเรียกพลังคืนจากที่อยู่กลางแสงแดด มาตลอดวัน ได้นั่งลงใต้เพิงพักแห่งนี้ ดูจากจุดตรวจแล้ว คงเป็นไปไม่ได้ที่มิจฉาชีพจะ หนีรอดไปได้ มีแต่ทรายเท่านั้นกับถนนสายเดียว ที่ร้านค้าเตือนให้เราระวังมิจฉาชีพที่มีอยู่ มากมาย ยิ่งเมืองใหญ่ๆทุกเมืองให้ระวังให้มากเข้าไว้

ถนนลาดชันลงทันทีนับจากจุดนี้ ซอกซอนวกไปตามเหลี่ยมเขา วกไปวกมาลาดลงเรื่อยๆ สิบกว่ากิโลเมตรจนต่ำลงมา เรามองเห็นโอเอซิส มีทุ่งเขียวขจีอยู่เบื้องหลัง มีธารน้ำไหลอยู่ ในหุบเขา เราจอดชมบรรยากาศเป็นช่วงๆ แล้วเอาแผนที่มาดู ก็รู้ว่าเรามาถึง El Fiscal แล้ว พอถนนลงมาอยู่ในระดับเดียวกับลำน้ำแล้ว เราช่างมีความสุขมากที่ 2 ฟากถนนเต็มไปด้วย ทุ่งเขียวๆ ถึงแม้จะไม่ไกลจนสุดลูกหูลูกตาก็ตาม แต่ดูแปลกตาไปอีกแบบที่ทั้งด้านซ้าย และขวาเป็นภูเขาโล่งๆโล้นๆ ความเขียวไปบรรจบที่เชิงภูเขาทั้งสองด้าน แม่น้ำและถนน ทอดอยู่กึ่งกลาง มองคะเนด้วยสายตาแล้วความเขียวไปไกลข้างละไม่เกินกิโลเมตรไปได้ เป็นบรรยากาศที่เป็นพิเศษเฉพาะตัวจริงๆ 5 กิโลเมตรกับทางราบเรียบสวยแห่งนี้ เราปั่นไปช้าๆพิจารณาหาดูที่ที่เราจะพักพิงได้หรือไม่ จนมาสุดที่ปั้มน้ำมันไกล้ๆ กับมีร้านค้า เล็กๆ เพิงหลังคามุงด้วยไม้ไผ่ห่างๆเพื่อกันแดดเท่านั้น เรื่องฝนเลิกคุยได้เลยไม่มีแน่ๆ เราจอดพักนั่งในร้านสอบถามถึงเส้นทางข้างหน้า เขาบอกว่าคุณลงมาจากภูเขาสูง ฝั่งโน้นเหรอ เราตอบใช่แล้ว จากนั้นเขาก็บอกว่าออกจากนี้ไปก็เช่นเดียวกับ ขึ้นจะกลับภูเขาดังเดิม เราลองคำนวณดูแล้ว คงจะต้องพักที่นี่แน่นอนเลย ก่อนจะหาที่พัก เราได้เติมอาหารมื้ออร่อยตุนไว้ก่อน กุ้งสดๆ เป็นๆ จากลำธารไกล้ๆ ทอดกรอบอย่างดีเป็นมื้อ ที่อร่อยมากและหากินยาก นอกจากในโอเอซิสเท่านั้น อาหารอร่อยผ่านไป เราก็คุยไปกับลุงเจ้าของร้านว่า จะหาที่พักแถวไหนดี แกตอบขึ้นมาทันทีว่า..ที่นี่ไง ตรงนี้แหละ พอค่ำลงร้านค้าปิดแล้ว คุณกางเต้นท์นอนกันได้เลย อืม.. ดูแล้วน่าจะไว้ใจได้ ข้างนอกมีหมา 2 ตัว คอยเป็นยามให้ ไกล้ๆ กันเป็นปั้มน้ำมัน เข้าห้องน้ำห้องท่าได้ตลอดคืน เป็นคืนแห่งความสุขอบอุ่นและปลอดภัยทีเดียว

 

 

20 เมษายน 2546

65 กิโลเมตรเป็นระยะทางที่ผ่านมาวานนี้ เป็นระยะทางที่พอใจไม่ยากไม่ง่ายเกินไปนัก เช้านี้เราตื่นขึ้นมาเก็บสัมภาระเข้าที่จนเสร็จ เรียบร้อยดีก่อนออกเดินทาง เราอุดหนุน อาหารเช้าในร้านลุงก่อนอื่น ตุนกำลังไว้เพียบ ข้าวปลาทอดและกุ้งแม่น้ำสดๆทอด อย่างเมื่อวาน เป็นมื้อใหญ่แต่เช้าเลย เรากล่าวลาและขอบคุณลุงเจ้าของร้าน เพื่อเดินทางต่อ พอเริ่มปั่นก็เริ่มขึ้นภูเขาทันทีอย่างไม่ต้องรีรอ ถนนไต่ขึ้นเรื่อยๆ ถักไปมาตามซอกเขาอากาศร้อนจัดจ้านมาก เราเริ่มออกเดินทาง 9 โมงเช้าค่อยๆไต่ขึ้นไป เหนื่อยก็พัก บางช่วงต้องถึงกับเข็นบ้าง ถนนยังคงวกไปวกมา อย่างไม่มีทีท่าว่าจะ จบลงที่ใด สิ้นสุดความสูงเมื่อไร ผ่านอุโมงค์ที่ 1 แล้ว ผ่านอุโมงค์ 2 ก็แล้ว ล่วงเวลามาถึง บ่าย 3 โมงเย็น เราจึงพิชิตระยะทางช่วงภูเขาช่วงนี้มาได้ 15 กิโลเมตรเท่านั้นไม่ขาดไม่เกิน อัตราเฉลี่ยคิดเล่นๆ 3 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ฟังดูแล้วเครียดไปเลย พอสุดเนินถนน ทอดยาวไปไกลมาก บนความสูงประมาณ 1100 เมตร จากที่ไต่มาจากร้านอาหารเช้านี้ ประมาณ 200 เมตร เราพักกันเล็กน้อยริมถนน บันทึกภาพความทรงจำเอาไว้เป็นระยะ

 

หายเหนื่อยดีแล้ว เรารีบปั่นแข่งกับเวลาต่อไปทันที เวลาที่เสียไปกับการขึ้นภูเขา ที่แสนจะลำบาก เมื่อทบทวนดูแล้ว เรามิได้เสียใจเลยกับการที่ได้กระทำมา แต่รู้สึกทึ่งและ ภูมิใจว่าเราผ่านความยากลำบากมาได้อย่างไรมากกว่า ไม่น่าเชื่อกับมนุษย์ตัวเล็กๆ อย่างเราสองคน ถนนตรงๆช่วงนี้ค่อยๆทอดขึ้นอย่างช้าๆแบบไม่รู้ตัว ทำเวลายังไม่ดีนัก แต่เราก็พยายามกันเต็มที่ หวังว่าจะถึงเมืองเล็กๆให้จงได้ La Joya (ลา โคยา) สายตาเรามองไปเห็นทุ่งสีเขียวข้างหน้า กลางป่าทะเลทราย มันไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ อย่างไรกัน มีค่ายทหาร มีแปลงผัก ข้าวโพดนาๆชนิด มีเลี้ยงวัวด้วย เหลือเชื่อจริงๆ เรามองเห็น คลองส่งน้ำถูกจัดแบ่งส่งไปถึงแปลงเกษตรในใจกลางทะเลทรายอย่างทั่วถึง ก็พอนึกออกว่าพื้นที่แห่งนี้เขียวมาได้อย่างไร เวลาของวันนี้หมดลง เราค่ำเสียก่อนจะถึง เมือง ลา โคยา สายตาเริ่มสอดส่ายหาที่พักกันว่าคืนนี้จะนอนที่ไหนดี ดูแล้วยากกว่า ที่คิดไว้มาก ผู้คนมีประปรายตามจุดจอดรถ

เรามาจนถึงกิโลเมตรที่ 990 ห่างจากกรุงลิม่า พอดิบพอดี มีป้อมยาม มีรั้วกั้น เห็นคนเข้าออก เราจึงเข้าไปสอบถามหาที่พัก เขาพูดว่าคอยเดี๋ยวนะ เขาจะเข้าไปปรึกษา เจ้านายข้างใน เราอดทนคอยอยู่นาน เพื่อรอคำตอบ หวังว่าคงจะได้กางเตนท์นอนข้างๆ บ้านเขาก็จะดี ตรงไกล้ๆป้อมยามมีประตูเลื่อนขนาดใหญ่ รถทุกคันที่เข้าด้านในจะต้องแล่น ลงไปในอ่างน้ำเพื่อล้างล้อ ฆ่าเชื้อก่อน ภายในเป็นโรงเลี้ยงสัตว์ขนาดใหญ่ Lideres En Crianza De Ganado Lechero ดูตามชื่อแล้วพอเดาได้ว่า เขาเลี้ยงโคนม ผลิตนมขาย นั่นเอง เราไม่ได้รับอนุญาติให้เข้าไปข้างใน คงจะเป็นเรื่องความปลอดภัยและ อาจมีเชื้อโรคก็เป็นได้ แต่ผู้ใจดีเขายกตู้ยามให้เราเป็นเจ้าของกันเลยในคืนนี้ จักรยานพร้อมคนจึงให้หลบความหนาวและอันตรายเข้าไปในตู้ ทำหน้าที่ยามไปเรียบร้อย 1 คืน ขอบคุณสำหรับเจ้าหน้าที่และความไว้วางใจต่อเรา

 

 

21 เมษายน 2546

สดชื่นกับการหลับอย่างสนิทมาทั้งคืน เช้านี้ยังมีสีเขียวให้เห็นอยู่ ในช่วงเริ่มออกเดินทาง สีเขียวที่ไม่ได้มาง่ายๆเลย ในท้องทะเลทรายแห่งนี้ เป็นความยากลำบากที่จะต้องผันน้ำ มาจากเทือกเขาแอนดิส ที่ขนานกับถนน Panamericana ตลอดความยาวประเทศเปรูนั่นเอง ได้เห็นถึงความอดทน มุ่งมั่นของผู้คนที่จะไม่ยอมแพ้ ต่อสิ่งที่ดูจะหมดหวังไปแล้ว และเขาก็ทำสำเร็จ สร้างผืนพรหมสีเขียวบนผืนทรายขึ้นมาได้ ต้อกยกให้ถึงความพยายาม น่าจะพูดได้ว่า น้ำคือชีวิต น้ำคือ อาชีพ น้ำคือความเป็นอยู่และ น้ำ คือ ทุกสิ่งทุกอย่าง ก็ว่าได้ และที่เขามีต่อเราเมื่อคืนนี้ ก็คือ น้ำใจ เราไม่ลืมที่ขอบคุณในความมีน้ำใจ ก่อนจากมาในเช้านี้ สิบกิโลเมตรต่อมาทุกอย่างเข้าที่เข้าทางสีเขียวไปหมด มีแต่ร้อยริ้วทรายเข้ามาแทนที่ดังเดิม ความร้อนระอุทำหน้าที่อย่างไม่บกพร่อง ลมแรงพัดริ้วทรายให้เป็นกองๆ เป็น Sandune สวยงามเกินกว่าคนเราจะไปสร้างขึ้นมาได้ ไม่นานนักเราปั่นมาถึง San Jose (ซาน โคเซ่) มีชุมชนตั้งอยู่ริม 2 ฝั่งถนนยาวประมาณ 500 เมตร ชุมชนแห่งนี้ขายบริการน้ำท่าอาหารอย่างสมบูรณ์ทีเดียว แม้จะตั้งอยู่ในผืนทรายแห้งๆ ก็ตาม รถบรรทุกขนาดใหญ่ นักเดินทางจะแวะกินอาหารที่นี่กันแทบทุกรายไป เราก็แวะเช่นเคยที่มีร่มเงาให้กำบัง กินอาหารเที่ยง จัดเตรียมน้ำท่าเป็นเสบียงใส่จักรยาน ไว้ตามเคย ปลาทอดกับข้าวสวยร้อนๆ อาหารหลักของเราสองคนและหาง่ายในเปรู

ออกจาก ซาน โคเซ่ ถนนมุ่งตรงขึ้นเนินไปเรื่อยๆ สู่ทิศตะวันออก ค่อยๆไต่ไปช้าๆ ความสูงค่อยๆทยอยเพิ่มทีละน้อย เบื้องหน้ามองเห็นภูเขาขนาดใหญ่ ยอดปกคลุมไปด้วยหิมะ ทำนายไม่ผิดว่า บริเวณนั้นจะเป็นหัวเมืองสำคัญ ระดับจังหวัดเลยคือ Arequipa (อาริคิป้า) เมืองที่มีประชากรเป็นอันดับสองรองจาก เมืองหลวง Lima (ลิม่า) เราไปจนถึงทางแยกที่จะเข้าเมือง จากนั้นถนน Panamericana ก็หักเลี้ยวซ้ายไปทางทิศเหนืออีกครั้ง ช่วงนี้ถนนลาดลงยาวจากที่เราได้ไต่ขึ้นมาพอสมควร สองข้างทางเป็นชุมชนใหญ่มากขึ้น มีปลูกพืชนานาชนิด ที่เห็นได้มากที่สุดคงจะเป็นหอม ที่ปลูกเป็นทุ่งกว้างๆ ถ้าไม่สังเกตุคงนึกถึงต้นกล้ามองไปก็คล้ายๆกัน ชาวเปรูจะมีหอมซอย บีบมะนาวใส่เกลือ ใส่น้ำมันพืชเล็กน้อย กินกันทุกมื้อ ชนิดที่ขาดไม่ได้เลย แทบทุกเมนูจะมี หอมซอย คราวนี้เราได้ผ่านมาถึงแหล่งปลูกขนาดใหญ่แล้ว มีทุ่งตะบองเพชร เลี้ยงสัตว์ ข้าวโพด เราชื่นชมมาตามถนนที่ลดลงมาเรื่อยๆจนถึง เมือง ลา โคย่า เมืองที่เราตั้งใจ จะให้ถึงตั้งแต่เมื่อวาน แต่มันไกลเกินกำลังไป ผู้คนคึกคักขึ้นอีกในชุมชนแห่ง ลา โคย่า นี้ เด็กๆเริ่มทยอยกลับจากโรงเรียน ดูแล้วมีชีวิตชีวามาก เรานั่งลงในร้านอาหารเล็กๆ เป็นร้านข้าวแกง ไกล้ๆกันมีแผงผลไม้ ผักดาดดื่นทีเดียว นั่งพักเหนื่อยพร้อมทั้งบรรจุอาหาร เข้าไปอีกมื้อ แม้จะยังไม่หิวนักก็ตาม ในท้องทะเลทรายเอาแน่นอนอะไรไม่ค่อยจะได้ มีก็ควรกินไว้ก่อนล่ะ จากเมือง ลา โคย่า ถนนลงยาวอีกครั้งหนึ่ง เข้าไปตามหุบเขาที่มองเห็น สองข้างทางเป็นแคนยอนลวดลายสวยงามของหินสีต่างๆ สวยงามมาก เราเพลินกับหินหลากสี ความงามของหุบแล้วหุบเล่าจนลงมาถึงโอเอซิส มีลำธารอยู่เบื้องล่าง Vitor คือ หมู่บ้านอีกแห่งเล็กๆ เงียบๆ ไม่มีอะไรให้ซื้อหา มีเพียง ทุ่งเขียวๆ สองฝั่งลำน้ำเท่านั้นเอง พอข้ามลำน้ำแล้วถนนก็ได้ทอดขึ้นไปอีกฟากของภูเขา แล้วก็ทำหน้าที่ไต่กลับขึ้นไปใหม่ดังเดิม อย่างช้าๆ เหลือบไปมองข้างหลัง เห็นสายน้ำ คดเคี้ยวแบบงูเลื้อยกับทุ่งสีเขียวๆอยู่เบื้องล่าง ไกลออกไปด้านหลังยังเห็นภูเขาหิมะ แห่งเมือง Arequipa โชว์ความงามให้เห็นเด่นชัด ก่อนที่เราจะเลี้ยวหายเข้าไปใน อุโมงค์มืดๆ อย่างช้าๆและหวาดกลัวเล็กน้อย พอสุดทางอุโมงค์ ถนนยังไต่ขึ้นไปอีกเรื่อยๆ กว่าจะสุดทางชันช่วงนี้ 4 กิโลเมตรเต็ม เราหยุดเติมพลังจากผลไม้ที่ซื้อมาจาก La Joya (ลาโคยา) เมืองเล็กๆที่ผ่านมาเมื่อสิบกิโลนี้เอง พอเริ่มปั่นต่อ ยางหลังผมเกิดรั่วขึ้นมา เราต้องรีบ เอาของวางกระจาย แกะกระเป๋าอย่างรวดเร็วเพื่อแข่งกับเวลาที่พระอาทิตย์กำลังลดระดับ ต่ำลงเรื่อยๆ พอปะเสร็จ เรารีบปั่นทำเวลากันเต็มที่กับถนนที่เรียบขึ้น มีเนินขึ้นลงบ้างเล็กๆ น้อยๆ ไม่ยากต่อการปั่น เรามองหาที่พักไปด้วยในตัว พื้นทรายช่วงนี้ค่อนข้างจะหลบ กำบังยาก เราปั่นไปจนพระอาทิตย์ลับริ้วรอยทรายไปจนความมืดเข้ามาแทนที่อย่างช้าๆ เรายังปั่นต่อไปอีก จุดหมายปลายทางยังตอบไม่ได้ ปั่นต่อไปและก็ต่อไป จนมองเห็น แสงไกลๆอยู่เบื้องหน้า เราไม่รู้ว่าที่นั่นคืออะไร แต่เราก็ไปหาแสงสว่างอย่างมีความหวัง พอเข้าไกล้ที่สายตาเรามองเห็นได้ มีอาคารเป็นแบบร้านอาหารเก่าๆ ดูแบบว่าจะร้างๆ ชอบกล ด้านไกล้ริมถนนมีหัวปั้มน้ำมันใว้บริเวณ 3 หัว ดูแล้วเงียบไร้ชีวิต คิดถึงภาพ หนังคาวบอยที่มีปั้มน้ำมันอยู่ในทะเลทราย แต่นี่เป็นเปรูต้องดูกันต่อว่าคาวบอยเปรู จะเป็นอย่างไร เพราะความหวังของเราก็อยู่ในที่สว่างแห่งนี้แหละ ไม่ทันที่เราจะพูด อะไรกัน ทันทีทันใดนั้นมีผู้ชาย 100% เปรู ยืนอยู่ริมถนนมืดๆ ตะคุ่มๆ “บวยน่าโนเชส อะมิโกอะมิกา” ยินดีต้อนรับตอนค่ำเพื่อนๆ เชิญๆ เข้ามาเราก็เลี้ยวเข้าไปอย่างง่ายดาย เหมือนต้องมนต์เสน่ห์น้ำเสียงเข้าให้แล้ว เราเข้าไปจอดจักรยานหน้าอาคารที่เป็นชื่อสถานที่ แห่งนี้ Santa Rita ตั้งอยู่ห่างจากเมืองหลวงใหญ่ ลิม่า บนกิโลเมตรที่ 931.50 นั่นเอง มีอยู่ปั้มเดียวกลางทะเลทราย หนุ่มเปรูใจดี หน้าตาเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มตลอดเวลา ดูมีมิตรภาพ มีแววตาอาทรต่อผู้ทุกข์ยากอย่างเรา เขาเดินเข้าไปไกล้รถยนต์ที่จอดอยู่ข้างๆ ไกล้ๆกันมีผู้ชายแก่ หุ่นสูงใหญ่ สง่างาม ดูสงบเงียบน่าเกรงขาม หนุ่มเปรูบอกกับคุณลุงว่า ให้เขาพักที่นี่นะ คุณลุงตอบ อือ...อือ โอเค และแล้วเราก็ได้ที่พักในบ้านเล็กๆไกล้ๆกับปั๊ม มีห้องนอนอย่างสบาย เขาอนุญาติให้อาบน้ำซักผ้าได้อีก เป็นบรรยากาศที่อยู่บนสวรรค์ เลยเรา เก็บสัมภาระ อาบน้ำอาบท่าแล้ว ก็มาคุยกับพี่ใจดีว่า..บ้านหลังนี้มีไว้ทำไมเหรอ เขาบอกว่า ก็คนที่ผ่านไปมานั่นแหละ ที่นี่ยังเคยมีนักจักรยานญี่ปุ่นมานอนค้างด้วย มาถึงค่ำๆอยู่เหมือนกัน เขามีความสุขที่ได้ให้บริการ ที่สำคัญเขาบริการด้วยหัวใจที่มีแต่ให้ เรารู้สึกเกรงใจในความใจดีมากจนยากจะตอบแทนด้วยสิ่งใดๆแก่พวกเขา พอทำได้ตามกำลัง ก้มลงดูในตู้มี Peru Cola เราซื้อไว้ 2 ขวดไว้ดับกระหายกับการเดินทาง พรุ่งนี้ต่อ

 

 

หน้า 1 | 2 | 3 | 4 | 5 อ่านต่อหน้า 2
 

 

Copyright©2000 ThaiBikeWorld.com | All rights reserved
Designed and maintained by