มาดูคลองสองสมุทรที่...ปานามา
หน้า 1 | 2


ปานามาเป็นประเทศหนึ่งที่ผมรู้สึกอยากมาเยี่ยม อยากมาสัมผัส มันเป็นความรู้สึกที่ถูกปลูกฝังจดจำไว้ ตั้งแต่วัยเยาว์ของผมและของเด็กแทบทุกคนว่า ประเทศนี้อยู่ในส่วนแคบสุดของทวีปอเมริกาเหนือและทวีปอเมริกาใต้ ครูบอกไว้อย่างนั้น และที่สำคัญ ที่ปานามายังมีคลองที่มนุษย์ขุดขึ้นมาเชื่อมสองฝั่งมหาสมุทร แอตแลนติกทะลุแปซิฟิก เรือสามารถแล่นผ่านไปมาได้ ย่นระยะทางการเดินเรือประเทศปานามคงเจริญและร่ำรวยมหาศาลเป็นแน่แท้ และเรือจะแล่นเข้าไปในคลองได้อย่างไรล่ะ ในเมื่อน้ำไหลลงจากภูเขาและลงสู่ทะเล ความคิดความสนใจใคร่อยากรู้มีมากมาย คำถามถูกตั้งขึ้นและตอบเองไม่ได้ จำเป็นต้องมาหาความกระจ่างให้หายคาใจเสียที

 

14 พฤศจิกายน 2546

เครื่องบิน Avianca พาเราร่อนใกล้เข้าสู่แผ่นดินคอคอดแห่งปานามา มองลงไปในท้องทะเลมีเรือลอยลำอยู่มากมาย เรานั่งมาเพียงชั่วโมงกับ 10 นาที จากโบโกต้า โคลอมเบีย เมืองหลวงที่ตั้งอยู่สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก อากาศหนาว พอเครื่องแตะผืนแผ่นดินปานามา ที่ต่ำไกล้เคียงกับระดับน้ำทะเล ความร้อนก็เข้ามาแทนที่ในทันทีเมื่อย่างเข้าสู่สนามบิน เม็ดเหงื่อผุดไปทั่วรูขุมขน เป็นความรู้สึกคุ้นเคยไกล้เคียงกับบรรยากาศเมืองไทยทีเดียว แต่การปรับตัวกระทันหันทำให้เราดูขัดๆ พิกล กล่องสัมภาระ จักรยาน ถูกเคลื่อนย้ายมากองไว้อย่างเรียบร้อย หลังจากเราประทับวีซ่าขาเข้าประเทศเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่ตรวจเข้มข้น บางคนถูกกรีดกล่องตรวจตราละเอียดยิบ การเดินทางมาจากโคลอมเบียย่อมมีภาษีด้อยลงเป็นธรรมดา เพราะประเทศนี้ขึ้นชื่อเรื่องยาเสพติด แต่เราก็พกเอาความงดงามของโคลอมเบียมาไว้เต็มกระบุงหัวใจทีเดียว เรื่องหยูกยาเราไม่คุยถึงดีกว่า เราไม่ถูกตรวจมากนัก เมื่อเจ้าหน้าที่เห็นก็ทราบถึงจุดประสงค์ของนักเดินทางลูกทุ่งแบบเรา การผ่านด่านจึงค่อนข้างง่าย แต่ไม่ค่อยง่ายนักที่จะออกจากบริเวณห้องรับของมายังลานจอดรถแท๊กซี่ จุดนี้มีด่านบังคับจ่ายเงินอีก รถเข็นที่เราเข็นมาจากที่รับของ พอกำลังจะออกประตูไปยังที่จอดรถแท๊กซี่ซึ่งห่างกันเพียง 20 เมตร เจ้าหน้าที่รถเข็นที่รับเข็นสัมภาระเบรคเราให้หยุด แล้วบอกว่าไปไม่ได้ กล่องของเธอใหญ่ รถเข็นต้องเอาไปคืนและใช้บริการของเขา แค่ 20 เมตรนี่นะ ประเทศใหม่ ค่าเงินใหม่ ใครจะไปรู้ว่าจะต้องจ่ายกันเท่าไหร่ ผมเอาของลงวางกองๆ ไว้ไกล้ตัว เข็นหลบทางเลี่ยงให้รถไปมาได้ จำเป็นต้องสืบราคา คุณวรรณเดินออกไปโทรศัพท์หาท่านกงสุลกิตติมศักดิ์ไทย Carlos A. De Janon IV เพื่อรายงานให้ท่านทราบว่า เรามาถึงปานามาแล้ว ขอคำแนะนำว่าจะเข้าเมืองปานามาซิตี้อย่างไรดี ระหว่างนั้นผมก็เดินไปถามคนที่ชูป้ายโรงแรมตามสนามบินว่า ถ้าเข็นของใส่รถที่เขาบริการเนี่ย เขาคิดกันยังไง เขาบอกว่า แล้วแต่เธอจะให้ อย่างของเธอ 2-3 ดอลล่าห์นะ โอ้โฮ...20 เมตร 3 ดอลล่าห์ ไม่เอาด้วยล่ะ ผมจึงตัดสินใจลากกล่องไปทีละกล่อง 2 นาทีเรียบร้อยดี ไม่เห็นมีปัญหา ประหยัดไป 3 ดอลล่าห์ หากินกันง่ายเกินไปหน่อยล่ะแบบนี้ ไม่แนบเนียนเลย... ชาวปานามา

คุณวรรณทราบราคาแท๊กซี่แล้วว่าต้องจ่าย 25 ดอลล่าห์ กับระยะทางร่วม 30 กิโลเมตร เข้าสู่ใจกลางปานามาซิตี้ แต่เธอก็ทำได้ดีเสมอ ต่อรองจนเหลือ 20 ดอลล่าห์ สองคนกับสัมภาระในรถตู้ร้อนๆ จึงแล่นเข้าสู่ปานามาซิตี้ทันที ตอนนั้นเวลาค่ำมาเยือนแล้ว 1 ทุ่มกับความใหม่ที่เราไม่รู้ว่า ทางไหนเป็นทิศไหน แต่พยายามสังเกตุซ้ายมือเอาไว้ ต้องเป็นมหาสมุทรแปซิฟิกแน่ๆ ท่านกงสุล Carlos แนะนำที่พักให้ราคาสูงกระฉูด เรารับไม่ได้กับราคานี้ จึงรบกวนรถตู้แท๊กซี่ ช่วยพาเราตระเวนหาตามชื่อที่เราเตรียมมาก่อนแล้ว ราคาถูกลงหน่อย เอาเป็นว่าพักก่อนสัก 1 คืน พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ล่ะ ขณะกำลังขนของลงจากรถ ง่วนกับการยกเข้าไปไว้ในตึกโรงแรมที่พัก ทันใดมีคนมาทักว่า "คนไทยใช่ไหม" ผมหันไปดู งงๆ ว่า..เอะใครกันเนี่ย ที่นี่มิจฉาชีพก็เยอะแต่ยังไม่ทันจะพูดอะไร เขาก็บอกขึ้นมาว่า เขาคือ Carlos A. De Janon เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์ไทย ประจำกรุงปานามาซิตี้ โอ...ท่านกงสุล...!!! มาหาเราเจอได้ไงเนี่ย ยามค่ำคืนแบบนี้ เหลือเชื่อ งง และเป็นเกียรติยิ่ง สับสนไปหมด ท่านก็บอกว่า เป็นบ้านเมืองของท่าน ท่านรู้ว่าจุดไหนเป็นอย่างไร ท่านได้แนะนำให้เราทราบถึงจุดอันตราย ตรงไหนควรเดิน ตรงไหนห้ามไปยามวิกาล เพราะปานามาซิตี้จะปลอดภัยในกลางวัน ส่วนกลางคืน..ตัวใครตัวมัน อย่าออกมาเดินเพ่นพ่านจะเป็นดี

รุ่งขึ้นวันเสาร์เมืองเงียบเชียบดี ท่านกงสุลใจดี ท่านอยากช่วยเหลือเราสองคน ท่านจึงซื้อคู่มือเดินทางในปานามามาฝาก 1 เล่ม เป็นของกำนัล ท่านแวะมาคุยด้วยครู่หนึ่ง จากนั้นท่านขอตัวไปทำธุระต่อ เรารายงานท่านว่า วันนี้เราจะย้ายที่พัก มีราคาถูกกว่านี้อีก ดูแล้วพอใช้ได้ เราจะย้ายกันช่วงบ่ายนี้เลย และแล้วเราก็ขนกล่องจักรยาน แบก ลาก เข็น ผ่าเมือง เป็นคนเร่ร่อนกันไปเลย แต่ความอายกับความประหยัด ต้องแลกกันล่ะ ไม่มีใครรู้จักเรานี่นา ไม่รู้จะอายทำไม อ้าว..เข็นไป เดี๋ยวก็ถึงแล้ว เราค่อยทะยอยขนทีละกล่องขึ้นสู่ชั้น 3 ของที่พักแห่งใหม่เป็นที่เรียบร้อยในวันนี้

 

ท่านกงสุลยังมีความประสงค์จะให้เราได้ชมคลองปานามา เมื่อมาถึงที่นี่แล้วต้องใช้โอกาสซะ เพราะน่าไปดู น่าศึกษาว่า.. มีความเป็นมาอย่างไร ท่านจึงส่งคนขับรถหนุ่ม หน้าหวาน ใจดี มาเป็นสารถี พาเราไปดูให้ถึงที่ที่ Miraflores Locks อยู่ห่างจากเมืองเพียง 8 กิโลเมตร การเข้าชมฟรี เจ้าหน้าที่ตรวจเข้มรัดกุมทุกขั้นตอน ใกล้ๆ กับคลองที่เรือแล่นผ่าน มีที่สำหรับให้นั่งชมได้ ยกสูงขึ้นประมาณ 3 เมตร เจ้าหน้าที่ค่อยๆ อธิบายทั้งภาษาเสปนและภาษาอังกฤษ ทุกคนต้องนั่งดูอย่างเป็นระเบียบ ลุกเดินพลุกพล่านไม่ได้ จะถ่ายรูปสักทีต้องขออนุญาติแล้วค่อยๆ เดิน กดแชะ แชะ แชะ แล้วรีบกลับมานั่งใหม่ ไม่งั้นจะโดนตะเพิดให้อายขายหน้า..ผู้คน..ว่า..ฉันบอกให้คุณนั่ง แล้วชี้ไปที่เก้าอี้ เจ้าหน้าที่จริงจังมาก ใครโดนตะเพิดก็อับอายเป็นธรรมดา

เรือค่อยๆ ผ่านไปทีละลำอย่างช้าๆ เรือขนาดหลายหมื่นตัน เคลื่อนผ่านหน้าเราไปแล้วหยุด เคลื่อนไปแล้วหยุด จนกว่าจะออกสู่ระดับน้ำทะเล และเดินทางออกมหาสมุทรแปซิฟิกต่อไป ส่วนอีกช่องหนึ่ง เรือจะเข้ามาจากมหาสมุทร ผ่านเข้ามาอย่างช้าๆเช่นกัน เหตุที่ว่าช้าเพราะว่า ลองตั้งข้อสังเกตุสิว่า เรือแล่นมาจากทะเลแล้วจะข้ามไปอีกฝั่งทะเลหนึ่งนั้น คิดแล้วมันง่ายแต่เข้าใจยาก เพราะว่าความสูงของผิวน้ำไม่เท่ากันนั่นเอง ระดับน้ำในทะเลต่ำกว่าเยอะ ต่ำกว่าคลองปานามาถึง 26 เมตร ดังนั้นจุดนี้ที่เรามาดู จะได้เห็นเขาค่อยๆ ให้เรือแล่นผ่านช่องแคบๆเข้ามา จากนั้นเขาจะเพิ่มน้ำเข้าไปให้เรือลอยขึ้นเรื่อยๆ พอระดับน้ำเสมอกับอีกช่องหนึ่งที่เรียกว่า ล๊อก (Lock) เขาก็เปิดประตูกั้นน้ำขนาดยักษ์ ให้เรือแล่นผ่านไปอีกช่องต่อไปทันที พอเรือเข้าไปอยู่ในช่องเรียบร้อยแล้ว เขาจะปิดประตูกั้นน้ำขนาดยักษ์อีก แล้วเพิ่มน้ำขึ้นเรื่อยๆ เรือขนาดมหึมาค่อยๆลอยขึ้น พอระดับน้ำเท่ากับช่องถัดไป เขาจะเปิดประตูให้เรือแล่นเข้าไปอีกช่องหนึ่ง จนกว่าเรือจะเข้าไปอยู่ในคลองปานามาอย่างเต็มตัว ทั้งขาเข้าและขาออก จะทำสลับกันไป ถ้าเข้ามาจะค่อยๆยกขึ้น ถ้าออกสู่ทะเลก็จะค่อยๆ ปล่อยลงทีละช่องเรื่อยๆ พอเรือแล่นผ่านคลองไปอีกฝั่งหนึ่งของมหาสมุทรตลอดความยาว 80 กิโลเมตร ก็จะมีล๊อก (Locks) ค่อยๆปล่อยเรือทีละเสต๊ปอย่างช้าๆ ลงสู่ทะเลต่อไป มีเว๊ปไซต์ให้ชมเรือแล่นผ่านล๊อกข้ามคลองกันสดๆ ภาพจะเคลื่อนทุก 10 นาที www.pancanal.com เป็นการถ่ายทอดสดไปในตัว

สองฝั่งของล๊อกจะมีรางคล้ายกับรางรถไฟ ตอนที่เรือแล่นผ่านมานั้นจะมีรถหน้าตาเป็นเหล็กตันๆ โยงเชือกไว้กับเรือทั้งสองด้าน รั้งด้านหน้าและด้านท้ายของเรือ ประคองให้เรือเคลื่อนไปอย่างสงบตามล๊อกแต่ละล๊อก จนออกสู่ทะเล หรือเข้ามาแล่นอยู่ในทะเลสาบของคลองปานามา ที่รถทุกคันจะเขียนว่า ปานามา คาแนล (Panama Canal) เราใช้เวลานั่งอยู่ที่นี่นานทีเดียว เพราะคนขับรถขอตัวไปทำธุระ คำถามจึงผุดขึ้นมามากมายว่า ทำไมเขาถึงสร้างคลองแห่งนี้ สร้างทำไม เพื่ออะไร และใครสร้างล่ะ พอได้ประเด็นเราก็ไปค้นหามาหลังจากนั้นได้ความว่า...

ประวัติเล็กๆ เอามาฝาก เกี่ยวข้องกับ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส อีกแล้วล่ะ ในปี ค.ศ. 1502 เขาได้แล่นเรือผ่านคอคอดแห่งปานามา มาพบกันสถานที่ที่น่าสนใจและมีความสำคัญแห่งนี้เข้า แต่ไม่ช้าไม่นาน ในปี ค.ศ. 1519 เสปนก็ได้มาตั้งรกรากยึดครองปานามา โดยบอกว่า นี่คือดินแดนหนึ่งของเสปน เป็นทรัพย์สินของประเทศเสปนแบบหน้าด้านๆ เอาอย่างนั้นไป เสปนมาตั้งรัฐบาล มาขนเอาทองทรัพย์สินมีค่าไป บำเรอประเทศแม่ จากนั้นในปี ค.ศ. 1534 กษัตริย์ คิงส์ ชาร์ล 5 ของเสปนได้มีคำสั่งให้สำรวจคลองสายนี้ที่มีระยะทาง 80 กิโลเมตร เพื่อจะทำการก่อสร้างหรือข้ามคลองแห่งนี้ทะลุสองฝั่งมหาสมุทรให้ได้ แต่ก็เป็นไปไม่ได้ เนื่องจากสมัยนั้นยังโบราณ ความสามารถทางด้านวิศวกรรมยังทำอะไรไม่ได้ ความคิดจึงถูกล้มเลิกไป จากนั้นนานร่วม 300 ปี โครงการขุดคลองปานามาจึงเกิดขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้ผู้ที่จะทำการสร้างและขุดคลองให้เรือแล่นได้คือ ฝรั่งเศส ซึ่งได้ตกลงกับโคลอมเบีย ซึ่งเป็นเจ้าของประเทศปานามาในตอนนั้น เพราะดินแดนส่วนนี้เป็นส่วนหนึ่งของโคลอมเบียนั่นเอง ฝรั่งเศสพยายามเข้ามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1859 ถึง 1869 และจากนั้นก็ยังดำเนินต่อไปเรื่อยๆจนถึงปี ค.ศ. 1879 ฝรั่งเศสได้สร้างคลองที่ให้มีน้ำเท่ากับระดับน้ำทะเล แต่ก็ไม่สำเร็จ มีปัญหาเรื่องเงินทุนและปัญหาเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ ไข้เหลือง และ มาลาเรียชุกชุม คนงานล้มตายมากมาย อีกทั้งเทคโนโลยีของฝรั่งเศสยังด้อยเกินไป ที่จะทำให้สำเร็จ ในเมื่อไปไม่รอด ทำไม่สำเร็จ ในปี ค.ศ. 1894 ฝรั่งเศสจึงขายสัมปทานโครงการนี้ให้กับสหรัฐอเมริกาเสียเลย

สหรัฐอเมริกาลงมือสร้างโครงการนี้ในปี 1904 แต่ก่อนจากนี้ สหรัฐอเมริกาได้ร่วมกับปานามา จัดการแยกแผ่นดินนี้ออกจากโคลอมเบียเสียเลย ในเมื่อจะเข้ามามีผลประโยชน์ก็สร้างประเทศใหม่ให้รู้แล้วรู้รอด จะได้ปกครองง่าย ผลประโยชน์ลงตัว ในปี ค.ศ. 1903 วันที่ 3 พฤศจิกายน ปานามาก็ได้เป็นประเทศเอกราชแยกขาดจากโคลอมเบีย สหรัฐอเมริกาจึงดำเนินการเซ็นสัญญา สร้างขุดคลองขุมทองแห่งนี้ อย่างเอาเป็นเอาตาย ระดมความคิดมันสมองกันอย่างยิ่งใหญ่ ใช้คนทำงานมากกว่า 75,000 คน ต้องใช้เงินลงทุนขณะนั้นถึง 400 ล้านดอลล่าห์ ใช้เวลาสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ. 1904 ถึง 1914 เป็นเวลา 10 ปีเต็มๆ สหรัฐอเมริกาก็ประสบปัญหาโรคร้าย เชื้อโรคไข้เหลือง มาลาเรียเช่นกัน แต่เขามีทีมแพทย์ที่มีความสามารถ ควบคุมโรคเอาไว้ได้ทำให้งานคืบหน้าด้วยดี แม้ว่าดินจะถล่มทลายมาก เนื่องจากเป็นงานก่อสร้างขนาดใหญ่ และไม่เคยมีการสร้างแบบนี้มาก่อน แต่สหรัฐอเมริกาก็ทำได้ ควบคุมการขุดและก่อสร้างจนงานแล้วเสร็จ สามารถเปิดใช้คลองแห่งนี้ได้ครั้งแรกเมื่อ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1914 นับเป็นการก่อสร้างงานวิศวกรรมที่ยิ่งใหญ่ในรอบศตวรรษกันเลยก็ว่าได้ สหรัฐอเมริกาทำได้สำเร็จ จากนั้นผลประโยชน์ต่างๆ จึงตกอยู่กับสหรัฐอเมริกายาวนาน ตามสนธิสัญญาการขุดคลอง ประโยชน์เพียงน้อยนิดเท่านั้นที่ตกถึงชาวปานามา สนธิสัญญานี้ครองมานานจนถึงปี ค.ศ. 1999 รวม 85 ปีเต็ม จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ. 1999 สหรัฐอเมริกาหมดสิทธิ์ในสัญญาทุกประการ ต่อมาชาวปานามาดูแลเองได้ 100 เปอร์เซนต์เสียที โดยผู้ดูแลคือ Panama Canal Authority (ACP) ทำงานภายใต้กฏหมาย ภายใต้รัฐธรรมนูญปานามา เมื่อเข้ามาบริหารเองก็มีกำไร และมีความเจริญรุ่งเรืองในทันที เพียงแค่ 4 ปีเท่านั้น เอซีพี (ACP) ได้แบ่งผลกำไรให้กับชาติปานามาถึง 870 ล้านดอลล่าห์ เป็นเงินถึง 46 เปอร์เซนต์ทีเดียว ที่สหรัฐอเมริการดูแลมา 85 ปี ซึ่งสหรัฐอเมริกาได้จ่ายให้กับปานามาเพียงน้อยนิดมาตลอด ไม่ถึง 2000 ล้านดอลล่าห์ แต่พอปานามาเข้ามาดูแลเอง เม็ดเงินจำนวนมหาศาลจึงตกอยู่กับชาติปานามา ช่วยเศรษฐกิจของชาติ กลายเป็นรายได้หลักของประเทศไปเลย

คลองปานามายาวทั้งหมด 80 กิโลเมตร เชื่อมสองฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกและแปซิฟิก ใน 1 วันจะมีเรือแล่นผ่านคลองนี้ไม่น้อยกว่า 30 ลำ ทั้งปีรวมแล้วประมาณ 12,000 ลำ เรือจะผ่านคลองนี้ไปได้จะต้องอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดคือ ความกว้างสุดของเรือ 32.30 เมตร ลึกจมลงใต้น้ำได้ถึง 12 เมตร และความยาวสุดของลำเรือได้ถึง 294.10 เมตร ถ้าโตกว่านี้จะแล่นผ่านคลองปานามาไม่ได้ เพราะล๊อกที่ปรับระดับน้ำนั้นมีขนาดกว้าง 33.50 เมตรและยาว 305 เมตรเท่านั้น แต่เท่านี้ก็เกินพอสำหรับเรือบรรทุกสินค้าขนาดยักษ์แล้ว เรือที่ผ่านคลองแห่งนี้จะต้องจ่ายค่าผ่านคลองโดยเฉลี่ยทั่วๆ ไปลำละ 30,000 ดอลล่าห์ เรื่อที่เคยผ่านและจ่ายแพงที่สุดมาแล้วถึง 150,000 ดอลล่าห์ต่อลำ ส่วนที่จ่ายราคาต่ำสุด ตามที่มีบันทึกกันไว้ ไม่ใช่เรือแต่อย่างใด เป็นคนที่ว่ายน้ำข้ามคลองในปี ค.ศ. 1928 ชื่อว่านาย ริชาร์ด เขาจ่ายแพง 0.36 ดอลล่าห์เท่านั้น

ที่กล่าวมานั้นเป็นที่มาของคลองปานามา ที่มาของคลองประวัติศาสตร์แห่งชาติร่วมกับประวัติศาสตร์ของคลอง พูดถึงคลองต้องพูดถึงปานามา อย่างแยกกันไม่ได้เลย และวันนี้ปานามามีอายุครบ 100 ปี หมาดๆ ในวันที่ 3 พฤศจิกายน ค.ศ. 2003 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดของผมพอดี รู้สึกดีใจที่ปานามาได้เอกราช เอกราชอีกครั้งจากสหรัฐอเมริกา ได้เอกราชของคลองมาดูแลเองเสียที ตั้งแต่เด็กจนโตมานี้ เวลานี้ความเข้าใจถูกเปลี่ยนไปแล้ว เดิมตอนสมัยเรียนเป็นเด็กเล็กๆ ครูบอกว่าคลองปานามามีเรือสินค้าผ่านมากมาย ประเทศเป็นระบบอเมริกัน มีความมั่นคงมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ แต่ลองมาดูจริงๆ เหมือนกับครูโกหกเรา ปานามาซิตี้ไม่ค่อยปลอดภัยนัก คนจนเต็มเมือง เดินทุกๆ 5 นาที จะมีคนมาขอเงิน บางครั้งมาหาเรื่องก็มี ปานามา..จน..กว่าที่เราเข้าใจมาตลอดเวลา ผู้คนอยู่อย่างลำบากกว่าที่คิด แต่นี้ต่อไปปานามาคงมั่นคงมั่งคั่งจริงดังว่า เพราะคลองเป็นของปานามาทั้งชื่อและกรรมสิทธิ์แล้ว และเมืองนี้คงจะน่าอยู่กว่านี้เป็นแน่

คนปานามาคงอัดอั้นตันใจกับความทุกข์ยากมานาน แต่การระบายของเขาไม่มีผลกระทบต่อใครนัก ออกมาในรูปศิลปะการระบายสี กับรถเมล์ให้ฉูดฉาดเสียมากกว่า ดูแล้วสะดุดให้หยุดมองทุกครั้งไป ทุกเส้นทุกสายของรถ ต่างอวดกันประชันโฉมรถเมล์ อย่างไม่น้อยหน้ากัน ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน เธอบอกกับประชาชนว่า จะทำให้คนจนหมดไปจากประเทศนี้ เธอจึงได้รับเลือกเข้ามาดำรงตำแหน่งและเป็นไปได้ว่า ถ้าจะจริง เพราะคลองกลับมา ปานามาก็จะมั่งคั่งอย่างที่เธอบอกนั่นเอง

ปานามาเป็นเมืองร้อนก็จริง แต่คุณตำรวจของเขาแทบทุกเมือง ใช้จักรยานลาดตระเวนอย่างเงียบๆ ออกตรวจตราเป็นคู่ๆ ดูท่าทางเข้มแข็งและแข็งแรง หลายครั้งที่เราปั่นอยู่ในชนบท อยู่ๆ ตำรวจก็ปั่นผ่านมาบ่อยๆ ทำให้รู้สึกอุ่นใจเมื่ออยู่ในปานามา อีกทั้งตำรวจคงจะสุขภาพดีทีเดียว ถ้าคืนที่ผ่านมาเมาเหล้า รุ่งขึ้นคงปั่นจักรยานออกตรวจไม่ได้แน่นอน เคยได้ยินข่าวในประเทศของเราเองว่า นายตำรวจผู้ใหญ่จับให้ตำรวจลดพุง เพื่อความกระฉับกระเฉง ผมว่ามาเป็นตำรวจจักรยานแบบปานามาน่าจะดีกว่า ไม่เมา ไม่ปั่น และไม่มีพุง เท่ห์ดีไหมครับ

เรายังอยู่ในเมืองปานามาซิตี้ต่ออีกสองสามวัน ทำธุระที่ติดค้างมาจากโคลอมเบียโน่น เมื่อครั้งที่เราถูกโจรปล้น ผู้ใจดีได้ให้เงินซื้อกล้องใหม่มา เราใช้ได้ไม่ทันไร กล้องเสียที่ระบบโปรแกรม เราส่งคืนไปรับของใหม่จากเอกวาดอร์ ประเทศต้นตอเจ้าปัญหา เขาก็ดีที่ส่งมาให้ใหม่ แต่โคลอมเบีย ประเทศแห่งยาเสพติด ประเทศที่ผู้คนชอบเลี่ยงภาษี เขาจึงมาเล่นงานเรื่องกล้องของเราอย่างจัง ขอคิดภาษี 33 เปอร์เซนต์ จนเราปวดหัวกับเรื่องนี้ตลอด 2 เดือนเต็มที่อยู่ในโคลอมเบีย ยังดีที่เพื่อนๆ ครอบครัวในโคลอมเบียช่วยเหลือ ระดมความคิดกันทุกวิถีทาง เพื่อไม่ให้เราต้องจ่ายภาษีอันนี้ ซึ่งไม่ยุติธรรมสำหรับเราเลย 2 เดือนในโคลอมเบีย เราอดใช้กล้องเจ้าปัญหาตัวนี้ ไม่อยากบอกว่ายี่ห้อ โกดัก ทางออกที่ดีที่สุดคือ เราไม่ต้องใช้กล้องในประเทศเขา ถ้าเราใช้จะต้องเสียภาษีตามกำหนด ดังนั้นก่อนวันที่เราจะบินเดินทางมายังปานามา เราต้องโชว์ตั๋วเครื่องบินกับศุลกากรโคลอมเบียว่า เราจะไปแล้วนะ แล้วเขาจับเราเซ็นต์หนังสือรับกล้องได้ เมื่อเราเดินทางมาถึงปานามาซิตี้ เราจำเป็นต้องไปเซ็นต์เอกสารตามที่ถือมา ส่งกลับไปยังศุลกากรของโคลอมเบีย ว่าเราออกจากประเทศเขามาแล้วแน่นอน โดยเซ็นต์ต่อหน้าท่านกงสุลโคลอมเบียประจำกรุงปานามาซิตี้ แล้วเป็นไงล่ะ... โดนค่าลายเซ็นต์ไป 28 ดอลล่าห์ เป็นกฏกติกาที่ต้องจ่าย เลี่ยงไม่ได้ ท่านกงสุลโคลอมเบียบอกเห็นใจเรา ในฐานะที่เคยไปเมืองไทยมา 2 รอบและชอบมาก อยากช่วย เห็นใจ๊ เห็นใจ แต่ไม่มีทางอื่น เธอลงไปจ่ายเงินที่แบงก์ข้างล่าง แล้วทุกอย่างจะเรียบร้อย ดังนั้นปัญหาที่ไม่คาดคิด มักเกิดขึ้นกับนักเดินทางเสมอๆ พึงระวังและประคองตัวเองให้ผ่านมันจงได้ ว่าไปแล้ว เราจ่ายทั้งค่าโน่น ค่านี่ กับกล้องเจ้าปัญหาตัวนี้เกิน 33 เปอร์เซนต์ ของราคากล้องเข้าเสียอีก... โกดักจะว่ายังไงบ้างก็ไม่รู้ รุ่นนี้ปีปัญหาอย่าซื้อมาใช้เชียวล่ะ บางครั้งหนังยังมีฉายซ้ำ ความสุขความทุกข์ย่อมมีซ้ำๆ กันไป แต่มันโถมประดังมาเป็นชุดแบบนี้ ทำใจลำบากหน่อย แล้วไม่รู้ว่า เจ้าโกดักตัวใหม่นี้จะใช้ได้ไปอีกกี่น้ำเน้อ..

 

ก่อนจะออกเดินทางอีกครั้ง หลังจากพักมายาวนาน การเริ่มต้นใหม่ในปานามาครั้งนี้ เรายังรู้สึกกังวลลึกๆ อยู่หลายประการ คนเคยถูกปล้น มันยังวาบๆ ลึกๆ อยู่บ่อยๆ บางครั้งฝันถึงมันอยู่เรื่อยๆ เลย แม้จะผ่านเอกวาดอร์มานานแล้วก็ตามที เราถือโอกาสไปเยี่ยมสำนักงานท่านกงสุลกิตติมศักดิ์ไทย ที่โชว์รูมนิสสัน กับ บีเอ็มดับเบิ้ลยู ที่ท่านเป็นประธานบริษัทอยู่ เพื่ออำลาเดินทางในปานามาต่อไป ท่านได้มารับเราถึงที่พักและพาไปชมเมืองเก่าปานามาซิตี้ และแวะเข้าสำนักงาน ถ่ายรูปต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงและสมเด็จพระราชินี ที่สำนักงานของท่าน ท่านได้เล่าความเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับปานามาให้เราฟัง และท่านได้บอกว่าที่นี่มีคนไทยอยู่คนนึง ชื่อคุณ สุภาพ โฮ แกใจดีนะ อยากเจอไหมล่ะ เราบอกอยากเจอ อยากคุยด้วย ท่านกงสุลยกหูให้คุยทันที ผมก็คุย คุณพี่สุภาพเหรอครับ คุณสุภาพบอกว่า "อายุเท่าไหร่แล้วล่ะเรา" ผมบอกว่า 32 งั้นเธอเป็นลูกแล้วกัน ป้าน่ะ 61 ปีแล้ว เอาว่า..เป็นป้าก็แล้วกันนะครับ แกชื่อป้าแดง มาอยู่ปานามา 26 ปีแล้ว ยังไม่ได้กลับเมืองไทยเลย ป้าแกชวนเราสองคนให้ไปที่บ้าน "มากินข้าวกัน ป้าน่ะจน แต่ป้าชอบทำอาหาร เรามากินกันนะลูก" ท่านกงสุลเรียกแท๊กซี่ให้ไปส่งที่บ้านป้าทันที อีก 20 นาที เราก็ถึงที่หมาย บ้านป้าแดงชานกรุงปานามา คุณป้าแกไปเรียนหนังสือที่อังกฤษ พบรักกับคุณลุงเข้าที่นั่นพอดี ลุงแกเป็นคนปานามา เชื้อสาย จีน-ฝรั่งเศส ลุงบอกเล่าถึงคลอง ถึงความเจริญของปานามา คุณป้าก็คงเหมือนผมล่ะครับ เชื่อตรงตามที่ครูบอกทุกประการ คุณป้าจึงตกลงปลงใจ เป็นสะใภ้ปานามาทันที พอมาถึงสนามบิน ป้าก็บอกว่า ถูกหลอกแล้วเรา ที่แท้ปานามาไม่ได้เจริญเหมือนที่คิด คลองที่มีอยู่ ปานามาเป็นแต่เจ้าของ แต่ไม่มีผลประโยชน์เลย รางรถไฟที่เลียบคลองก็ถูกเลิกใช้ไปแล้ว ป้าแดงบอกกับลุงว่า เมืองไทยเราน่ะดีกว่านี้ตั้งเยอะ ลุงแกก็ไม่ยอม ถกเถียงกันมานาน จนปี ค.ศ. 1993 คุณลุงบังเอิญได้เดินทางไปเมืองไทย พอกลับมาถึงปานามาอีกครั้ง ลุงก็บอกกับป้าแดงว่า "ต่อไปนี้จะไม่เถียงกันเรื่องนี้แล้ว เมืองไทยเจริญ บ้านเมืองสวยงามดีแท้" แม้ป้าจะเป็นฝ่ายชนะ แต่ป้าก็ยังไม่ได้กลับบ้านมา 26 ปีแล้ว ญาติก็ไม่มีอีกแล้ว สืบหาญาติ ล้มหายตายจากกันไปหมด

   
ป้าไม่พูดพล่ามทำเพลง มาลูกมา.. ป้าพาไปชมสวนหลังบ้านกันเลย มีครบทุกอย่าง ตำรับอาหารไทยแท้ กระเพรา โหระพา ตำลึง ผักบุ้ง ต้นยอ ตะไคร้ ข่า ผักชีฝรั่ง มะกรูดต้นเบ้อเริ่ม ชะอม พริกขี้หนู ชะพลู คะน้า ต้นแค มะเฟือง สวนของป้า คือสวนแห่งชีวิต จิตวิญญาณไทย ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ป้าทะนุถนอมดูแลมาตลอด 26 ปีเต็ม ป้าถามว่า "หิวมากไหมลูก มาเดี๋ยวเราทำอาหารกินกัน" ป้าลงมือเอาครกมาโชว์ ตำพริกจะได้ผัดกระเพราหมูให้เราได้กินกัน เป็นเมนูที่คิดถึงมานาน จากกรุงเทพมาถึงปานามา 2 ปีเต็มๆ ผมคิดถึงผักบุ้งใจจะขาด หลังบ้านป้าก็มี ป้าบอกว่า ป้าจะลวกให้เลย กินกับน้ำพริก ไม่ช้าไม่นาน อาหารอร่อยๆ ก็ทยอยมาวางเต็มโต๊ะ เป็นอาหารไทยแท้ไม่มีดัดแปลง

 

ลองขอนับดูว่ามีอะไรบ้างมื้อนี้ "กิน กินกันให้ท้องแตกไปเลยลูก" ป้ามีความสุขที่เห็นคนมีความสุข

เมนูแรกเลย ไก่ต้มผักกาดดอง ลวกยอดแคกับดอกแค ปลาเค็มเนื้อหอมอร่อย คุณลุงมีฝีมือในการทำปลาเค็มมาก ไข่ชะอม หมูผัดกระเพราะ แกงหน่อไม้หมูใส่ใบมะกรูด น้ำพริกกับข้าวสวยร้อนๆ สุดยอดไปเลย ไม่เคยคิดว่าจะได้ลิ้มรส อาหารบ้านเราแท้ๆ ในปานามา

 

กินกันไป คุยกันไป อาหารมันเยอะ ป้าบอกไม่ต้องรีบลูก กินช้าๆ คุยกันนานๆ กินมันทั้งวันไปเลยลูก ป้าหัวเราะชอบใจ ป้าเล่าความท้าวความหลัง ครั้งจากบ้านมาให้เราฟังว่า ป้าไม่มีสมบัติติดตัวใดๆมาเลย "มีแต่ท่านมาองค์เดียว" ป้าชี้ไปที่ผนัง มีรูปในหลวงอยู่ในกรอบภาพ ดูแล้วค่อนข้างเก่าตามอายุ ป้าตัดมาจากปฏิทิน ติดตัวมา เอามาใส่กรอบที่นี่ มาอยู่กับลุงนาน 26 ปีแล้ว ในหลวงอยู่กับป้ามาตลอด ได้ฟังแล้วรู้สึกขนลุก ด้วยความตื้นตันใจ กับสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ ในหัวใจคนไทยทุกคน แม้ว่าป้าจะมานานแสนนาน ป้าก็ยังเป็นคนไทย ไต้ร่มพระบรมโพธิสมภาณของพระเจ้าแผ่นดินอย่างไม่เคยเปลี่ยนแปลง ป้าชอบร้องเพลงไทยสมัยเก่า ป้านั่งร้องเคล้ากับบรรยากาศอาหาร เรามีความสุข ป้าน้ำตาไหลอย่างเปี่ยมสุขเช่นกันที่มีคนมาร่วมรับฟังความหลัง ป้าได้ระบายออกมาทางเสียงเพลง ทั้งน้ำตา น้ำตาที่สุขล้น

ป้าถามว่า..พรุ่งนี้ เจ้าจะเดินทางหรือยังลูก ยังครับป้า.. พรุ่งนี้ผมจะประกอบจักรยาน ตรวจสอบความพร้อมก่อนออกเดินทางครับ ต้องใช้เวลาเงียบๆ ดูแลใส่ใจกับเจ้าพาหนะแสนดีของเราเสียก่อนครับ ป้าบอกไม่เป็นไรลูก ทำไป ทำให้เสร็จ แต่ถ้ามีเวลาให้แวะมากินข้าวบ้านป้าอีกนะ พรุ่งนี้ป้ามีเมนูอีกเยอะ จำทำให้ลูกกิน ป้ามีความสุขน่ะ.. ป้าอยากทำให้กิน ป้าจนแต่ป้าอยากดูแลลูก ป้าภูมิใจที่เห็นลูกๆ สองคน ลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่กล้าหาญเช่นนี้ ป้าชอบ ใครจะคิดอย่างไรไม่รู้ล่ะ ป้าชอบ แหม.. ได้ฟังคนรุ่นเก่าคิดแล้ว ช่างร่วมสมัย เข้าใจคนปัจจุบันอย่างนี้ ต้องคุยกันอีกยาวล่ะป้า พรุ่งนี้เย็นๆเราสองคนจะแวะมาใหม่ครับป้าหลังจากทำจักรยานเสร็จแล้ว ก่อนกลับ ป้าเข้าไปค้นกระปุกมาหลายใบ ป้าเตรียมข้าว อาหารใส่กระปุกให้เรากลับไปกินคืนนี้กับพรุ่งนี้เช้า จะได้ประหยัดเงินน่ะลูก ป้าแดงบอก

คืนนี้ผมเริ่มระดมค่อยๆ แกะจักรยานออกจากกล่องท่ามความเงียบสงัดในกรุงปานามา ผมใช้สมาธิดูแลอย่างพิถีพิถันอีกครั้ง จะได้ลงสู่สนามถนนชีวิตของเราต่อไปในทวีปอเมริกากลาง เมื่อหิวขึ้นมาอาหารป้านี่แหล่ะช่วยต่อกำลังได้ จนรุ่งขึ้น ผมก็ลุยต่อประกอบเข้าไปเรื่อยๆ จนตกบ่ายแก่ๆ

สภาพความพร้อมของจักรยานคู่ใจจึงเข้าที่เข้าทางและกำลังใจของสารถีอย่างเราดีขึ้นพอที่จะเดินทางอีกครั้งต่อไปได้

แม้ว่ามันจะมีบาดแผลแห่งความหวาดกลัว เป็นแผลเป็นที่ไม่อาจลบเลือนไปได้ ประทับอยู่ในใจเราก็ขอให้เป็นแผล เป็นตำหนิที่ควรจดจำและระวังภัยร้ายมากขึ้นกว่าเดิมหลายๆ เท่า

ตามคำสัญญา วันนี้เราแวะมาหาป้าอีกครั้ง ป้ารอคอยเราสองคนอย่างกังวล เห็นว่ามาช้าผิดเวลาไปบ้าง กลัวว่าจะมีการฉกชิงวิ่งราวเสียแล้ว เราขอโทษป้าที่มาช้า เพราะจักรยานนั่นเอง ต้องใช้เวลาดูแลนะครับ ป้ามาจูงมือผมเข้าไปในห้องนอน ป้าหยิบหนังสือทำนายฝันมาให้ดู เมื่อสัปดาห์ก่อนป้าแกฝันว่า ได้เดินทางด้วยรถไฟและเห็นขบวนรถไฟ ป้าเปิดให้ดูว่า นี่ไงลูก.. เขาทำนายว่า จะมีญาติจากแดนไกลมาหาป้า ป้าแกนั่งคิดอยู่หลายวัน จะเป็๋นไปได้อย่างไรกัน ญาติก็ไม่มีที่ไหนแล้ว ตายหมดแล้ว แต่พอมาเจอพวกเจ้า ป้าก็ว่า..ใช่เลย พวกเจ้านี่แหล่ะญาติป้า ตามคำทำนาย ผมก็ว่าเราเป็นญาติป้าเช่นกัน ไม่รู้แต่ชาติปางไหนล่ะ ถึงทำให้เรามาพบกันได้ ความฝันก็ย่อมมีที่มาของความจริงอยู่ในที วันนี้ป้าเตรียมเมนูให้ลูก 1 โหล สิบสองรายการ โอ้โห..จะกินเข้าไปยังไงไหวครับป้า ป้าบอกไม่เป็นไร กินช้าๆ คุยกันไป ป้ามีความสุข ลูกก็ต้องมีความสุขที่ได้กินอาหารไทย พอให้หายอยากเลยลูก ป้าพูดขึ้นมาแต่ละคำ..ช่างตรงใจ๊..ตรงใจ เรียงรายเมนูมาทีละอย่าง ต้มยำหัวปลานี่ก็ชอบ ยอดแคดอกแคลวก ตามมา ผัดกระเพราเนื้อ วันนี้หนักกระเพราเป็นพิเศษ ใส่กำโตๆ กันเลย ปลาหวาน ห่อหมกปลากับใบยอทอดมันปลา ผักบุ้งลวก กระหล่ำลวก น้ำพริก ปลาเค็ม ใบชะพลู เมื่ออิ่มแล้ว ส้มตำรออยู่ปิดท้ายอีกรายการ สุดยอดไปเลย ไม่เคยพบเคยเจอใครแบบนี้ในต่างแดนมาก่อน ก็ความเป็นญาติกันแล้วนี่เอง เราจึงมีความสุขล้นเหลือกันแบบนี้ กินเสร็จเอากลับไปกินในที่พักอีกหลายกระปุก ป้าเตรียมสำรับใส่ถุงให้อีกครั้งในวันนี้ "ป้าไม่มีเงินน่ะลูก.. ป้ามีแต่อาหารที่ทำให้เจ้ากินได้น่ะ ป้ามีความสุขจังเลยลูก" แต่เราก็อิ่มจังเลยจ้ะป้า อิ่มเอิบใจ อิ่มพุงแทบแตกด้วย ป้าบอกไม่เป็นไรลูก อาหารไทยเดี๋ยวก็ย่อยแล้วลูก เราร่ำลาต่อป้าว่าพรุ่งนี้เราจะเดินทางกันเสียที ขอบพระคุณคุณป้าอย่างยิ่ง ที่ช่วยเติมความเป็นไทยในด้านที่เราขาดมาถึง 2 ปีเต็ม ให้กับมาสมดุลอีกครั้ง

แต่จนแล้วจนรอด ความอิ่มทำให้เราหลับสบายจนตื่นสาย การเดินทางจึงพลาดพลั้งไป เราจำต้องอยู่ต่อในปานามาซิตี้อีก 1 วัน เรายกโทรศัพท์ไปคุยกับป้าว่า เรายังไม่ได้ไปหรอกป้า อยู่ต่ออีก 1 วันนะครับ ป้าไม่รอช้า "ดีเลยลูก" พวกเจ้ามาหาป้า ป้าอยากทำอาหารให้ลูกกินอีก ป้าอยากทำก๋วยเตี๋ยวน่ะลูก ก๋วยเตี๋ยวเนื้อเปื่อย ก๋วยเตี๋ยวไก่ตุ๋น ให้พวกเจ้ากินกันคนละ 3 ชามเลยลูก เอาทั้งแห้งทั้งน้ำ และแล้วเราก็ตกหลุมความอร่อย ของรสชาติอาหารป้า วันนี้เราจึงมาสนุกกับการกินก๋วยเตี๋ยวชามโตๆ สามชามอย่างช้าๆ ทีละชาม ทีละชาม เริ่มจากแห้งแล้วทยอยปิดท้ายด้วยก๋วยเตี๋ยวน้ำในชามสุดท้าย ยัง..ยังไม่สนิท ยังมีสาคูเปียก ขนมหวานส่งท้ายรายการให้อีก เหตุการณ์ในครั้งนี้ต้องจดจำไปชั่วชีวิตกันเลยว่า อาหารไทยแท้ หัวใจไทยแท้ๆ มาซ่อนอยู่ในแดนไกล ดินแดนปานามาอย่างยาวนาน ในดินแดนที่แคบทีสุดของทวีปอเมริกา แต่มีสายน้ำที่เปิดกว้างให้ผู้คนผ่านไหลไปมากันไม่ขาดสาย สายน้ำของคลองปานามา คลองสองทะเล คลองสองสมุทร ที่ประคองถนอมให้เรือแล่นผ่านเรือไปได้อย่างปลอดภัย เพื่อผจญกับคลื่นลมใหญ่ที่ถาโถมใส่อีกครั้งหลังลงสู่ทะเล ดุจดังน้ำใจของป้าแดงเปิดกว้างดังคลองปานามาแห่งนี้ เปิดรับประคองถนอมเราเมื่อผ่านมา ดูแลอย่างดี และให้เราพร้อมออกไปสู่ถนนการเดินทางต่อสู้ กับวิถีทางจักรยานใหม่ๆ ของเราข้างหน้าต่อไป

อ่านต่อหน้า 2

 

 

Copyright©2000 ThaiBikeWorld.com | All rights reserved
Designed and maintained by