|
|
|
|
|
ความฝันของเราบินไปได้ไกลใน...เอกวาดอร์
|
หน้า
1 | 2
| 3
|
|
7 กรกฏาคม
2546
เมื่อทุกอย่างกระจ่างเข้าที่แล้ว เราออกเดินทางต่ออีกครั้งในวันนี้เป็นระยะทางไม่ไกลนัก
เพียง 30 กิโลเมตรจากเมืองเควงข่ามายัง Azoques (อาโซเคส) ถนนครึ่งทางแรกปั่นง่าย
ค่อนข้างลาดลงเล็กน้อย พออีกช่วงครึ่งทางหลัง ถนนกับไต่ความชันกลับไปอยู่ที่ความสูง
2,400 เมตร เท่ากับเควงข่าพอดิบพอดี ถนนระหว่างสองเมืองนี้เป็นท้องกระทะ ต่างตั้งอยู่ขอบกระทะนั่นเอง
ได้ที่พักไกล้กับถนน Panamericana หลังจากต่อรองแล้วเหลือ US$10 ตามราคามาตราฐานทั่วไป
ในเอกวาดอร์ เราจึงพักที่นี่
รุ่งขึ้นออกเดินทางจาก อาโซเคส เป้าหมายไม่ไกลนักคือเมืองคาย่า
(Canar) ประมาณ 35 กิโลเมตรเท่านั้น แต่จากการดูตามแผนที่แล้ว เส้นทางคงไม่ง่ายนัก
อาหารเช้าเป็นขนมปังที่เตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อวาน
พอออกจากเมืองปุ๊บ ถนนเริ่มไต่ความชันทันที ไต่ขึ้นเรื่อยๆ พักแล้วพักอีก ไม่มีทีท่าว่าจะหมดความสูง
อาโซเคสสูง 2400 เมตร ไต่ไปจนที่ความสูง 2800 เมตร เวลาตั้งบ่าย 2 โมง รู้สึกหิว
ถึงได้แวะร้านขายอาหารข้างทาง ก่อนกินเราตกลงราคากันเรียบร้อยดิบดี Seca de
Pollo US$ 1.5 ต่อจาน น้ำส้ม US$ 0.25 ต่อแก้ว พอกินเสร็จ ตอนเก็บเงิน
ต้องจ่ายถึงคนละ
US$ 2 รวมแล้วเป็น US$ 4 เราถามเขาว่าทำไมต้องจ่ายแพงขึ้นล่ะ คำตอบสั้นๆ คือ
ฉันสับสน แต่โต๊ะข้างๆ เรากินเหมือนกัน เขาจ่ายเพียง US$ 1.5 รวมน้ำแล้ว
อันนี้เป็นเหตุการณ์ปกติในเอกวาดอร์ครับ
และไม่คืนเงินด้วย ถ้าลองมากินครั้งต่อๆ ไป จะแพงขึ้นไปอีก ซึ่งต่างจากแถบเอเชีย
โดยเฉพาะประเทศไทยของเรา ถ้าเห็นชาวต่างชาติมากินบ่อยๆ ราคาลดลงแน่นอน ปริมาณเพิ่มขึ้นอีก
ดีไม่ดีกินฟรีในบางมื้อ ที่เอกวาดอร์ หลายครั้งราคาแพงขึ้นเขาคงคิดว่า ต้องง้อเขากระมังครับ
บางทีไม่มีแม้แต่มิตรภาพเลย
 |
 |
อีกร้านหนึ่งอยู่ไม่ไกลนัก
เมนูอาหารแปลกตา หมูตัวเขื่องวางอยู่บนโต๊ะ หนังอบแห้งกรอบ คล้ายกับหมูหันขนาดยักษ์
เราผ่านไปไม่กล้าลองกิน แต่ขอถ่ายภาพเพื่อมาดูความแปลกเสียหน่อยนึง
ออกจากร้านอาหารใจร้ายนี้แล้ว ถนนไต่ความชันสูงขึ้นไปอีก ปั่นยากกว่าช่วงเช้าเยอะเชียวล่ะ
ความสูงไล่ขึ้นไปเรื่อยๆ พอแตะที่ 3000 เมตร ผมเริ่มรู้สึกว่าเหนื่อยง่ายและหายใจยากขึ้นเป็นลำดับ
เมื่อหยุดพักเหนื่อยความหนาวจะเข้ามาแทนที่เหงื่อ ที่กำลังชุ่มโชกไปทั้งตัว
สองข้างทางยิ่งเพิ่มความสวยงาม ตามลำดับของการไต่ระดับความสูงดังคำว่า ยิ่งสูง...ยิ่งหนาว
ผมเพิ่มคำว่า ยิ่งสวยเข้าไปอีกคงจะดีนะครับ พลังมนุษย์อย่างเราต้องหยุดบ่อยๆ
เมื่อขึ้นสู่ที่สูงจัดแบบนี้
รถบรรทุกปล่อยควันดำโขมงทุกคันไป แถมยังมีท่ออีกสองทาง ข้างบน 1 ท่อ ข้างล่าง
1 ท่อ ไม่รู้ว่าทำไมถึงมีแบบนั้น หรืออาจจะเพิ่มมวลอากาศให้กับการเผาไหม้เครื่องยนต์คงจะเป็นไปได้
เพราะอากาศเบาบางลงเรื่อยๆ
 |
 |
เลยจุด 3000 เมตรไปแล้ว เริ่มมีหมอกหนามาปกคลุม
ความค่ำมาเยือน ทำการมองทางที่ซอกซอนไปตามไหล่เขายากขึ้น ยากขึ้น เมื่อถามชาวบ้านว่าเมื่อไหร่จะสุดเนิน
ทุกคนบอกว่าไกล้ๆ ตรงนั้นเอง
แต่พอเอาเข้าจริงๆ ต้องปั่นกันนับสิบกิโลเมตร ประมาณ 1 ทุ่ม เราพิชิตความสูงได้สำเร็จที่
3400 เมตร อากาศหนาวมาก เพียง 6
องศาเซลเซียส หมอกยังคงปกคลุมมืดมิด เม็ดฝนโปรยปรายลงมาผสมเล็กน้อย จากจุดสูงสุดที่
3400 เมตร
เราต้องค่อยๆ ปล่อยจักรยานเลาะไปตามไหล่เขาท่ามกลางสายหมอกยากค่ำๆ บางช่วงถนนพังเป็นแถบๆ
เบรคเราค่อยๆ หมดไปอย่างรวดเร็ว ทุกๆ 1-2 กิโลเมตรเราต้องจอดพัก ลดความร้อนที่เกิดจากเบรคเสียดสีกับขอบล้ออยุ่บ่อยๆ
สองทุ่มเศษเราลงมาถึงเมืองคาย่า ได้สำเร็จที่ความสูง 3000 เมตร อากาศหนาวเย็นลงมาก
ใกล้ศูนย์องศา เรารีบวิ่งหาที่พักอย่างยากลำบากยิ่ง เพราะเมืองตั้งอยู่บนไหล่เขา
ต้องค่อยๆ เลาะขึ้นลงเนินจนมาได้ที่พักราคากันเอง US$ 8 ต่อคืน เจ้าของเห็นใจในความสะบักสะบอมของเรา
จึงลดให้จากราคาที่สูงกว่านี้ 35 กิโลเมตร ผ่านความสูงถึง 3400 เมตร แต่เราทำสำเร็จอย่างดีและปลอดภัย
จึงขอพักที่นี่ 2 คืน เป็นการตอบแทนตัวเอง
ตื่นเช้ามา...โอ..ย..ปวดเมื่อยไปหมด แต่มีความสุขที่เห็นเมืองเล็กๆ
อันสวยงามแห่งนี้ ชาวบ้านยังคงเป็นชาวอินเดียนที่เดินกันเต็มถนน เห็นเสื้อผ้าสีสดๆ
หลากสีสวยงาม บางมุมของถนนจะเห็นชาวอินเดียนเข้าแถวทำธุระที่ธนาคาร เป็นภาพที่สวยงามมาก
ที่น่าแปลกใจในเมืองนี้มีคลีนิคเยอะมาก นับสิบๆ แห่ง มีชาวบ้าน ชาวอินเดียนมาบริการกันคับคั่ง
แสดงว่ากิจการเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพมีความจำเป็นสูงสำหรับที่นี่ ตัวเมืองไม่ใหญ่นักแต่คนทั่วไปจะอยู่ตามภูเขาสูงๆ
เมื่อมีธุระจำเป็นเขาจะลงจากภูเขามาทำธุระในเมืองคาย่าแห่งนี้
 |
 |


|
อาหารที่มีขายตลาดน่าลิ้มลองไปหมด เราเข้าไปผสมโรงกับชาวบ้าน
ที่เต็มไปด้วยชาวอินเดียนนั่งกินอยู่ เราเป็นผู้มาเยือนจึงต้องขอลองเมนูเด็ดที่นี่ซักหน่อยนึง
ซุปข้อเท้าวัว
เขาบอกว่า.. ถ้ามาเมืองนี้ต้องลองกิน ผมจัดแจงสั่งมา 1 ชาม กินกับข้าวสวยปลาทอด
รสชาติดีทีเดียว แทบทุกคนสั่งซุปข้อวัวมากินกัน ใช้มือจับอย่างอเร็ดอร่อย
กินเสร็จเช็ดมือกับผ้าพันคอที่พาดบ่านั่นแหล่ะ เป็นผ้าอเนกประสงค์ของชาวอินเดียน
ใช้ห่มกันความหนาว และใช้เช็ดมือไปด้วย ที่แปลกอีกอย่างหนึ่งคือวัฒนธรรมการขัดรองเท้า
ทั้งละตินอเมริกา จะเห็นการขัดรองเท้าเป็นเรื่องปกติ ยิ่งที่คาย่า รองเท้าติดขี้โคลนเยอะจำเป็นต้องขัดบ่อย
รายได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ที่ต่างจากที่อื่นคือ ผู้หญิงเป็นผู้ขัดรองเท้านั่นเอง
ที่อื่นมักเจอแต่ผู้ชาย เมืองคาย่า จึงดูน่ารักไปอีกแบบ ดูอ่อนโยนน่ามองไปทั้งเมือง |
10 กรกฏาคม
2546
 |
 |
เริ่มออกเดินทาง 9 โมงเช้า ถนนขึ้นๆ ลงๆ อยู่ที่ 2900
เมตร ดูเหมือนง่ายแต่ก็ยากกว่าที่คิด สลับกับฝนตกลงมาบางช่วง ฟ้าครึ้มฝนตลอดเวลา
จนบ่ายสองโมงครึ่ง เราปั่นมาถึงเมืองเล็กๆ ชื่อว่า
Zhud ตั้งใจจะหาที่พัก เพราะหนทางข้างหน้าไกลกว่าที่ผ่านมาเสียอีก ที่พักไม่มี
จุดนี้เป็นเพียงทางแยกสำคัญเท่านั้นเอง ถ้าแยกซ้ายถนนจะลงจากเทือกแอนดิส มุ่งไปยังเมืองใหญ่
วายากิล ทางตรงไปเข้าสู่คิโต้เมืองหลวง เป็นทางที่เราวางแผนเอาไว้ เมื่อไม่มีที่พัก
เราจำต้องเดินหน้าต่อไปตามทางตรง เป้าหมายต้องถึงเมือง Chunchi (ชุนชี) ในวันนี้
พอออกจากเมือง Zhud ถนนขึ้นเนินยาวอีกครั้ง พร้อมกันนั้นฝนได้เทลงมาอย่างหนัก
บรรยากาศมืดสนิท แม้ว่าเวลาเพียงบ่ายสาม เราค่อยๆ ไต่คลานความชันของถนนท่ามกลางเม็ดฝนหนัก
หมอกหนาทึบไปจนแตะเกือบ 3000 เมตรอีกครั้งหลังจากฝนหยุด หมอกยังคงหนาอยู่ เราค่อยๆ
ไต่ลงตามความลาดต่ำที่ช้อนขึ้นทุกๆ เนิน ทำให้รู้สึกเหนื่อยและเสียกำลังมาก
เป็นช่วง 20 กิโลเมตรที่อยู่ในสายหมอก
ตอนปลายๆ หมอกได้บางลง
แต่พอฟ้าสว่าง พระอาทิตย์ก็กำลังไกล้จะตกพอดิบพอดี เราสอบถามชาวบ้านที่ปั่นจักรยานผ่านมาว่า
ชุนชี มีระยะทางอีกไกลไหม เขาบอก 5 กิโลเมตร จากนั้นเขาปั่นมาคุยกับเราไปเรื่อยๆ
พอไกล้ทางแยกเข้าบ้าน เขาถามว่า เรามี โคคาโคล่า มั้ย ตาช่างไวเสียจริง คนเอกวาดอร์เนี่ย
เราต้องยอมตัดเนื้อเพื่อรักษาชีวิต ต้องยอมยกให้เขาไปเพื่อรักษาอารมณ์มิให้เขาโกรธ
มิฉะนั้นเราจะลำบาก จึงยกโค้กให้เขาไป 1 ขวด หมดตัวเอาไปเลยพี่
ถนนที่ค่อยๆ ไต่ลงแบบช้อนขึ้นมาสุดระดับที่ 2400
เมตร เป็นระยะทาง 50 กิโลเมตรแล้วจากคาย่า ถ้าตามข้อมูลแผนที่ ต้องร่วมอีก
20 กิโลเมตรกว่าจะถึงชุนชี ข้อมูลจากชาวบ้านไม่เคยได้ผลครับ
อันนี้จำไว้เป็นวิทยาทานได้เลย อย่าไปเชื่อเป็นอันขาด ข้อมูลเราต้องแม่นก่อน
ส่วนจะถามชาวบ้านนั้น ถือเป็นการผูกมิตรจะดีกว่า อย่าหวังความถูกต้องจากเขาเลย
ถามมาตลอด 2 ปี ไม่เคยตรงสักราย
จุดนี้ถนนไต่ระดับขึ้นไป 5 กิโลเมตรจริง พอสุดเนิน ความมืดมาเยือนพอดี เรามองเห็นเมืองไกลๆประมาณด้วยสายตาน่าจะ
10 กิโลเมตร เรารีบปล่อยจักรยานลงเนินเปิดไฟสู้กับความมืด ระหว่างทางลงไปนั้นจักรยานเกิดตกหลุมยางรั่ว
ต้องรีบปั้มลมแล้วปั่นต่อไปเรื่อยๆ พอลมหมดก็ปั้มต่อ ทำอย่างนี้จนถึงเมืองชุนชี
ทีแรกมองไว้น่าจะ 10 กิโลเมตร พอปั่นจริง ถนนวกไปมาถึง 15 กิโลเมตร ถึงเมืองชุนชี
20.15 น. มืดสนิท พอถึงที่พัก ยางที่รั่วก็แบนสนิทเหมือนกัน คนก็บอบช้ำกับเส้นทางวันนี้มาพอดู
กำลังหมดป๊อกสนิทเหมือนกัน แม้ความสูงของเมืองชุนชีสูงเพียง 2200 เมตร ต่างจากคาย่าที่สูง
3000 เมตร แต่ระยะทางห่างกันร่วม 70 กิโลเมตร ไม่ได้เป็นตัวช่วยให้เราปั่นได้ง่ายเลย
กลับยากกว่าที่คิดไว้มาก เส้นทางบนแอนดิสไม่มีหมูให้เคี้ยวเป็นแน่ ท้าทายทั้งอากาศ
ความสูง และอันตรายจากผู้คน โดยเฉพาะในเอกวาดอร์
สบักสบอมพอดูกับวานนี้ จำต้องอยู่ชุนชีต่อไปอีก 1 วัน ร่างกายต้องการพักผ่อนกับการบอบช้ำมา
ถือโอกาสเดินชมเมืองรอบๆ เมืองเงียบยังกับเมืองร้าง ดูไม่มีชีวิตเอาเสียเลย
จึงกลับมานั่งสำรวจตรวจสอบจักรยาน เพื่อให้พร้อมกับการเดินทางในวันรุ่งขึ้นต่อไป
12 กรกฏาคม
2546
ชุนชี ไป Alausi (อาเลาซี่) เขาบอกว่านั่งรถ 45 นาที ก็ถึงแล้ว แต่เส้นทางวกกลับไปกลับมา
จริงๆอยู่ไกล้แค่นี้เอง คำชาวบ้านแนะนำเส้นทางอย่างคร่าวๆต่อเราสองคน การเดินทางโดยรถยนต์
45 นาที บนเทือกเขาแอนดิสนั้น ประเมินเวลาการเดินทางโดยจักรยานยากเหลือเกิน
มันจะเปรียบเทียบกับถนนทางเรียบทั่วไปไม่ได้เลย เราต้องพิสูจน์กันว่าหนทางข้างหน้าเป็นอย่างไร
ว้าว...ว้าวๆๆๆ...
สวยเด็ดไปเลย ทิวทัศน์แบบนี้ ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน สวยอะไรอย่างนี้ ภูเขาล้อมรอบเราไปทุกด้าน
บนภูเขาเหมือนกับเอาพรหมไปแปะไว้เป็นแผ่นๆ สีสันสลับอ่อนเข้มกันไป
เป็นทุ่งหญ้า ทุ่งข้าว ทุ่งข้าวโพด เหมือนจะตั้งใจโชว์ให้ใครๆ เห็นว่าศิลปะแห่งการทำอาชีพเกษตร
มันดูแล้วน่าภิรมย์ยิ่งนัก เราปั่นไปตามซอกหลืบเขา ตื่นเต้นกับทิวทัศน์ที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ
ยิ่งทวีความงามขึ้นเรื่อยๆ อันนี้ล่ะครับ เป็นเสน่ห์ของเอกวาดอร์อีกอย่างหนึ่ง
สวยงามจับใจเสียจริง พอเข้าไกล้ กิโลเมตรที่ 10 ของวัน ถนนลาดลงเล็กน้อย มีหมู่บ้านเล็กอยู่ริมทาง
ขณะปั่นผ่านไป เด็กๆ ที่มองเห็นเราวิ่งกรูกันมาริมถนน ตะโกนลั่นหมู่บ้าน เสียงก้องไปตามหุบซอกเขา " กริ้งโก้..กริ้งโก้.." จากนั้นวิ่งมาหยุดดูเราริมถนน
บ้างแบมือขอเงิน กริ้งโก้ นั้นเป็นคำเรียกฝรั่งหัวแดงๆที่มาจากอเมริกาเหนือหรือยุโรป
แต่เด็กคงไม่ทันดูว่า พวกเราคือพวกหัวดำ ไม่ใช่ กริ้งโก้หัวแดงแต่อย่างไร เป็นคำติดปากที่รู้ว่า
คนที่ปั่นจักรยานผ่านมาต้องเป็นฝรั่งเท่านั้น ข้างหน้า มองไปมีแต่ภูเขาสลับซับซ้อน
ที่ปูไปด้วยแผ่นพรหมธรรมชาติ จากกิโลเมตรที่ 10 ถึง กิโลเมตรที่ 15 ถนนไต่ระดับอีกครั้งหนึ่ง
คราวนี้ถนนชันมากและยากแก่การปั่นยิ่งขึ้นเพราะเป็นลูกรังล้วนๆ มองเห็นถนนขดๆดั่งงูเลื้อย
มองเห็นถนนชัดเจนทอดไปตามไหล่เขา จุดนี้มีด่านตรวจถึง 4 ด่าน เป็นด่านเถื่อนทางการไม่รับรอง
ด่านแรกมีเด็กๆผู้ชาย 4 คน ตะโกน กริ้งโก้ กริ้งโก้ พอไต่ขึ้นไปอีกสเตปภูเขา เจอด่านที่
2 เป็นเด็กผู้หญิงกับผู้ชาย อายุประมาณ 5-6 ขวบ ยืนคนละฟากถนน เขาสองคนยกเชือกขึ้นเมื่อมีรถผ่านมา
รถบางคันจอดให้เงินให้ขนม บางคันฝ่าด่านเชือกผ่านไปอย่างแรง แม้เด็กจะอายุน้อย
เธอเหล่านั้นก็พอมีประสบการณ์และรู้ว่ารถจะจอดหรือไม่ ถ้ารถที่มีทีท่าว่าจะพุ่งแรง
เธอสองคนจะปล่อยเชือกทันที เราอดไม่ได้ที่จะยกน้ำให้เด็กน้อย 2 คนนี้ไป 1 ขวด
เพราะการตั้งด่านตรวจทั้งวัน คงเหนื่อยกับภาระหน้าที่พอดู ไหนจะร้อน หนาว แดด
ฝุ่น แต่พอถามถึงรายได้นั้นไม่เลวทีเดียว US$ 10 ต่อวันขึ้นไป
ด่านต่อมาเป็นสาวขึ้นหน่อย
อายุเธอน่าจะ 15 ปี เธอตั้งด่านขึ้นไปอีก 1 สเตปของถนน เธอมีลีลาแปลกกว่าใคร
ทุกครั้งเวลาเห็นรถแล่นผ่านมาตามสเตปที่วกไปมานั้น
เธอจะวิ่งไปคุกเข่าตรงกลางถนน
ก้มหน้าลงเล็กน้อย มือซ้ายตั้งไว้บนเข่า ส่วนมือขวาเธอยื่นไปข้างหน้า ดึงหมวกที่สวมอยู่บนหัวมาหงายขึ้น
เพื่อรอรับเงินให้ได้ระดับพอดีกับประตูรถยนต์ที่ผ่านไปมา หลายครั้งเธอผิดหวังที่ไม่ได้รับเงิน
แต่เธอจะทำอย่างนั้นทุกครั้ง เวลารถผ่านถึงสเตปของเธอ
อย่างรับผิดชอบต่อหน้าที่ ด่านสุดท้าย ด่านที่ 4 ด่านนี้ต้องตา ตรึงใจเราไม่รู้คลาย
หนูน้อยเธอใส่ชุดสีสรรสวยงาม เธอยืนยิ้มอย่างเดียว อยู่ในสเตปถัดไป ไม่ปริปากขอเงินใดๆ
รอยยิ้มทำให้เราต้องหยุดโดยปริยาย และเราถามเธอว่า..เอาขนมไหม เธอยิ้มพยักหน้า
เรายื่นขนมให้เธอไป 1 ก้อน ส้มอีก 1 ลูก เธอขอบคุณงามๆต่อเรา ซึ่งต่างจากด่าน
3 ด่านแรกที่ดูท่าทีก้าวร้าวเกินเด็ก เราขอเธอถ่ายรูป เธอยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เราอดใจไม่ได้ที่จะต้องจ่ายเงินให้กับผู้ตั้งด่านคนนี้
US$ 0.10 เอาไปก่อน เธอก็ไม่โกรธเคืองที่เราให้น้อยไปหน่อย เราลาเธอด้วยความรู้สึกดียิ่ง
ถนนยังต้องวกขึ้นไปอีก 1 สเตปตามทางลูกรัง เราค่อยๆเข็นขึ้นไปอย่างช้าๆ ข้างหน้ามองเห็นอีก
1 ด่าน แต่พอดูให้ชัด เธอคือหนูน้อยคนเมื่อกี้นั่นเอง เธอเลาะไหล่ภูเขาที่แสนชัน
มาคอยส่งยิ้มให้เราอยู่เบื้องหน้าอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้เราจอดพักเหนื่อย
นั่งคุยกันตามประสาเพื่อนกันเลย เพราะเรารู้จักกันมาแล้วในด่านที่ผ่านมา
แม่หนูน้อยวัย 7 ขวบของเรา เธอยังไม่แสดงความอยาก ได้เงินหรือขนมเพิ่มเติมแต่อย่างใด
เธอยิ้มพูดเล็กน้อยเหมือนกับต้องการเพิ่มผูกมิตรภาพต่อเราเสียมากกว่า ถึงคราวนี้เราขอถ่ายรูปอีกครั้ง
เพราะมันอดใจไม่ได้ที่จะบันทึกความสดใสน่ารักของเธอเอาไว้ในแผ่นฟิลม์ของเรา
ขนมและผลไม้ถูกแบ่งให้เธอเพิ่มเติม เรานั่งพักเหนื่อยไป กินขนม คุยกับเธอไปเรื่อยๆ
เหรียญที่มีอยู่ในกระเป๋าอีก US$
0.13 เรายกให้เธอหมดเลย ยังรู้สึกว่า อยากจะให้เพิ่มเติมอีก แต่พอคิดไปอีกที
กลัวว่าเธอจะสูญเสียความน่ารักไป ถ้าให้โดยไม่มีเหตุผล ขนมกับผลไม้คงมีค่ากับเธอเพียงพอกับวัยเพียง
7 ขวบ นี่เป็นความประทับลึกในใจต่อเรายิ่งในถิ่นแอนดิส
ดินแดนเอกวาดอร์ ณ จุดนี้
ผ่านสี่ด่าน ผ่านทางลูกรัง ผ่านภูเขาสูง ผ่านความประทับความทรงจำไว้กับเราอย่างไม่รู้ลืม
เพียงแต่รอยยิ้มก็ทำให้กำลังใจในการปั่นมีเกินร้อย รอยยิ้มอย่างมิตรภาพนั้นมีค่ากว่าราคาเงิน
ยากที่จะประมาณได้ เราเห็นมาแล้วและเชื่ออย่างนั้น เราหอมแก้มลาเธอ แก้มที่เปื้อนฝุ่นที่ล้นปรี่ไปด้วยรอยยิ้ม
เดินทางต่อไป ถนนทอดหายลาดลงไปตามหุบเขาลึก ที่ขนาบไปด้วยเทือกมหึมาทั้งสองด้าน
บนยอดเขาสูงมองเห็นถนนเป็นเส้นๆ ซึ่งเราจินตนาการไม่ออกว่าเราจะไปถึงจุดนั้นได้อย่างไรกัน
ไปตามทางมันเรื่อยๆจนถึงกิโลเมตรที่ 19 ถนนวกกลับหักศอกไต่ขึ้นภูเขาเทือกซ้ายไล่ความชันขึ้นไปตามภูเขาอีกเทือกหนึ่ง
 |
 |
ซึ่งเป็นถนนที่เรามองมาตลอดทั้งวันว่าจะไปได้อย่างไรกันนั่นเอง
อีก 12 กิโลเมตรล้วนๆขึ้นภูเขา ไต่ขึ้นไป ไต่ขึ้นไป จากความสูงในหุบเหวที่
2200 เมตร ขึ้นไปจนสุดตอนไกล้โพล้เพล้พลบค่ำพอดีที่ความสูง
2620 เมตร แม้ทั้งวันจะได้ระยะทางน้อย แต่ความประทับใจมีมากเมื่อเปรียบเทียบอัตราระยะทางกิโลเมตรต่อกิโลเมตรแล้ว
ถือว่าคุ้มค่ากับความเหนื่อย คุ้มค่าที่ได้ผ่านด่านตรวจสอบน้อยๆถึงสี่ด่านในวันนี้
จุดสุดท้ายที่ยืนอยู่บนความสูง 2620 เมตรนี้ มองไปทางซ้าย จะเห็นเส้นทางที่ผ่านมา
เห็นเทือกเขาลี้ลับสลับซับซ้อนยิ่ง ทางขวาคือหนทางข้างหน้า มองลงไปเห็นเป็นหุบเหว
ภูเขาล้อมรอบ เห็นถนนเลื้อยแบบงูขดถี่ยิบ ตรงจุดกลางของวงล้อมอ่างกระทะแห่งหุบเขา
มองเห็นชุมชนนั่นคือ เมือง อาเลาซี่ ที่เราตั้งเป้าเอาไว้ในสุดทางวันนี้
เราปล่อยจักรยานลงไปตามถนนงูเลื้อยวกไปวกมาจากความสูง 2620 เมตร ระยะทางถนนงูเลื้อยนี้ยาวถึง
6 กิโลเมตร ไปถึงเมือง อาเลาซี่ ที่ความสูงเหลือเพียง 2250 เมตร อากาศเย็นสบายไม่ถึงกับหนาวจัด
ค่ำนี้เราจึงหลับอย่างมีความสุข คิดถึงหนูน้อยแสนน่ารัก ทำให้หายเหนื่อยได้สนิทในเมืองอาเลาซี่
13
กรกฏาคม 2546
ตื่นเช้าเห็นบรรยากาศเมืองแล้วตื่นเต้น ชาวบ้านมาจ่ายตลาดกันหนาหูหนาตา
สีสันแห่งชีวิตชวนมองยิ่งนัก เราสองคนดูเหมือนสิ่งแปลกปลอมของบ้านเมืองแห่งนี้
ขอเพียงเวลาสั้นๆ ให้เราได้บรรจุอาหารลงท้อง
แล้วเราจะลาไปต่อ ปล่อยให้ความเป็นอาเลาซี่ ความงามของวิถีชีวิตยังคงอยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปลงต่อไป
ในใจนึกขอบคุณที่ได้ให้โอกาสเรามารับรู้และเห็นบรรยากาศเหล่านั้น
เมื่อลงมาสู่ที่ต่ำตั้งแต่วานนี้ เช้านี้เราต้องกลับขึ้นสู่ที่สูงอีกครั้ง
ถนนช่วงนี้ชันที่สุดในเอกวาดอร์ มีอัตราความชันมาก เราต้องลงเข็นจักรยานถึง
10 กิโลเมตร ขณะออกจาก อาเลาซี่ หลายคนพูดไว้ว่า "บาส..ต๊าน..เต้...
Bastante" โห.. มหึมา... อะไรทำนองนั้น เจอเข้าจริงแทบถอดหัวใจกับถนนในช่วงนี้
ยอมรับชันจริงๆ บางช่วงลมแรงที่พัดเข้ามาตามซอกภูเขา ต้องทรงตัวกันเป็นอย่างดี
ตรงที่สุดความชันอย่างหนักนี้ มีร้านอาหารให้เราได้พัก 1 ร้าน เก็บแรงเพิ่มน้ำที่พร่องไปเกือบหมดเข้ามาใหม่
เด็กๆ วิ่งกรูมาจากเชิงเขา หน้าตามอมแมมนับ 10 คน พอมาถึงตัวเราขณะที่จอดที่ร้านอาหารแห่งนั้นพอดี
เด็กๆเข้ามาขอเงิน สะพายกระเป๋าเล็กๆใบเท่าฝ่ามือ นี่ก็เป็นอีกด่านที่เราจำยอมต้องจ่ายเพื่อจะได้ผ่านไปสะดวกขึ้น
ด่านเด็กๆ ก็น่ารัก แต่ถ้าเป็นด่านผู้ใหญ่ล่ะ ถ้าคงจะเป็นเรื่อง เงินสิบเซนต์
ยี่สิบเซนต์ ต้องมีเป็นเบี้ยไบ้รายทางในเอกวาดอร์
ที่ร้านอาหารแห่งนี้เป็นที่พักครึ่งแก้เหนื่อยต่อนักเดินทางอย่างเราดีนักแล
หลังจากอิ่มพักผ่อนพอแล้ว การเดินทางคงดำเนินต่อไป ถนนเลื้อยสูงขึ้นเรื่อยๆ
ความงามของสองข้างทาง สวยงามตามความสูงเช่นกันควบคู่กันไป
มาถึงกิโลเมตรที่ 17 จากอาเลาซี่ เรานั่งพักหายเหนื่อยกันอีกยกใหญ่ มาจะเต็มวันแล้วยังไม่สิ้นสุดเนินช่วงนี้เสียที
สอบถามชาวบ้านตามเคย เขาบอกว่า 3 กิโลเมตรจะถึงเมืองใหญ่ข้างหน้า ขึ้นภูเขาไปอีก
1 กิโลเมตร ลงไปอีก 2 กิโลเมตร เมือง Guamote (วาโมเต้) จะอยู่ที่นั่น ฟังก็อุ่นใจ
เราจึงลุกขึ้นไปต่อตามความชันของภูเขาไปเรื่อยๆ ความมืดเริ่มมาเยือนเรื่อยๆ
เช่นกัน ความหนาวเข้ามาแทนที่อย่างรวดเร็ว ขึ้นเนินมา 5 กิโลเมตรแล้ว
ยังไม่เห็นว่าจะสุดเสียที
แล้วที่ว่าลงเนินไปอีก 2 กิโลเมตร ตามที่ชาวบ้านเขาบอกไว้นั้น มันไม่ปาไปเป็นสิบ
ยี่สิบกิโลเมตรหรอกหรือ
 |
 |
เราเข็นจักรยานใต่ความชันสู้ไปกับความมืด เปิดไฟท้ายเพื่อให้รถที่ผ่านไปมาได้เห็นชัด
จะได้ปลอดภัยขึ้น ในใจคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไรกันดี จะไปให้ถึงเมืองข้างหน้าคงเป็นไปไม่ได้เสียแล้ว
ไม่รู้เส้นทางจะขึ้นๆลงๆขนาดไหนและจะไกลขนาดไหน เวลาตอนนี้เข้าสู่ 1 ทุ่มแล้ว
อุณหภูมิแตะ 0 องศาแล้ว หนาวมากจนสั่นสะท้านไปหมด ความสูงตอนนี้เรายืนอยู่ที่
3223 เมตร ลมแรงมาก การตัดสินใจครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นหลังจากปรึกษากันสองคนเรียบร้อยแล้วว่า
จะหาที่นอนตามหุบ ซอกถนนนี่ล่ะ ให้พ้นสายตาผู้คน พอรถที่แล่นไปมาเงียบหายไปพักใหญ่
เราดำเนินการเข็นจักรยานไปริมทางทันที ปิดไฟท้ายนอนจักรยานลง และเรานั่งลงในซอกเล็กๆ
กะว่าจะนอนตรงนั้นเลย แต่ก็ไม่ไหวเพราะไกล้ถนนจนเกินไป กลัวจะมีคนเห็นเข้า
พาลจะไม่ปลอดภัย ในความมืดสนิทผมสอดส่ายเดินหาทำเล ตะคุ่มๆ ไปเรื่อยๆ จนเดินขึ้นไปสุดเนิน
เป็นไร่ถั่ว มองไปรอบๆ ตัวเห็นบ้านเรือนไกลๆ นับกิโลเมตร จึงลงมาเข็นจักรยานขึ้นไปทีละคัน
ทีละคัน ตามทางนุ่มๆ เข้าสู่ไร่ถั่วของชาวบ้าน ลมแรงมากและแรงตลอดทั้งคืน
ผมรีบกางเตนท์อย่างรีบเร่ง ซึ่งต่อมาแสงจันทร์ได้ช่วยให้มองได้ง่ายขึ้น
ให้คุณวรรณรีบเข้าเตนท์ซุกในถุงนอนก่อน เพราะอุณหภูมิเริ่มติดลบแล้ว ไม่รู้ว่าคืนนี้เราจะอยู่ในอุณหภูมิเท่าไหร่กัน
ผมจัดแจงมัดคลุมจักรยานร่วมครึ่งชั่วโมงกว่าจะเรียบร้อย ตัวเริ่มสั่นสะท้านจากความหนาว
ปากเริ่มแตกทรมานยิ่งนัก ลมตีเตนท์ พรึบ พรึบ ตลอดเวลา เรากินแอ้ปเปิ้ลแก้หิวกันคนละลูก
จึงเข้านอนบนยอดเขาสูงที่ 3000กว่าเมตร แบบหลับๆ ตื่นๆ ท่ามกลางอุณหภูมิติดลบ
3 องศา
14 กรกฏาคม
2546
แสงเริ่มจับขอบฟ้า เรารีบตื่นขึ้นมาเก็บข้าวของอย่างเร่งรีบ กลัวผู้คนจะมาเห็นเข้า
ต้องรีบไปก่อนสว่างจ้า 7 โมงเช้าเราพร้อม มองซ้ายขวาเริ่มเห็นผู้คนเดินอยู่ตามเนินเขา
ไม่ไกลจากเรานัก เรารีบเร่งเข็นจักรยานลงสู่ถนนโดยเร็ว เพื่อให้ชีวิตเข้าสู่ปกติ
อย่างไร้ร่องรอยประมาณนั้น อากาศยังคงทำให้เรายากต่อการออกตัวในเช้านี้ 7 โมงเช้า
อุณหภูมิยังติดลบ 2 องศาอยู่เลย จำใจต้องไป ใครจะมาเจอเข้าคงจะไม่ดี
พอลงสู่ถนนเราก็รู้ว่าเมื่อคืนนี้เรานอนอยู่บนจุดสูงสุดพอดิบพอดีที่
3223 เมตร ถึงว่าล่ะสิ ลมกรรโชกทั้งคืน หนาวแทบจะขาดใจ ถนนช่วงนี้ไปขึ้นๆลงๆ
เป็นช่วงสั้นๆ
เราปั่นเลยไปจากจุดสตารท์เช้านี้ไปได้ 5 กิโลเมตร จึงจอดแวะพักกินอาหารเช้า
ขนมปังที่พกมาคนละ
2 ก้อนเล็กๆเพื่อเป็นกำลังในการเดินทางต่อ ความอ่อนหล้าจากการหลับไม่เต็มที่
เมื่อคืนนี้ยังพอมีอยู่บ้าง และบรรยากาศความสูงเกิน 3000 เมตร ทำให้ประสิทธิภาพในการปั่นต่ำลง
กว่าจะถึงเมือง
วาโมเต้ เราต้องปั่นจากจุดเริ่มต้นเช้านี้เกือบ 20 กิโลเมตร ถ้าเชื่อชาวบ้านเอกวาดอร์แล้วนั่นล่ะก็...ประเทศเขาคงใหญ่พอๆ
กับสหรัฐอเมริกากระมัง 20 กิโลเมตรเขาบอก 3 กิโลเมตร...ว่าไปนั่น เข็ดเท่าไหร่เราไม่เคยจำ
ถามทุกครั้งผิดทุกครั้ง
ที่วาโมเต้ เราได้แวะกินอาหารเที่ยงตอนประมาณบ่ายเศษๆ
เมืองนี้เล็กมากดูน่ากลัว ทะมึนๆชอบกล กินเสร็จเราหนีไปจากที่นี่ทันที ถนนอ้อมภูเขาไต่ขึ้นเนินอีกรอบ
มองเห็นวาโมเต้อยู่เบื้องล่าง พอสุดกิโลเมตรที่ 5 จากวาโมเต้ เราก็มองเห็นยอดภูเขาหิมะ
ขาวโพลนโผล่อยู่ตรงหน้า
1 ยอด อลังการมหึมา ขณะเราปั่นอยู่ที่ความสูง 3000 เมตรเศษๆ ยังมีภูเขาขนาดใหญ่อยู่เบื้องหน้าเราอีก
มองตามข้อมูลแล้ว นั่นคือยอดเขา Chimborazo (ชิมโบราสโซ่) ที่มีความสูง 6310
เมตร ที่สูงที่สุดในประเทศเอกวาดอร์นั่นเอง ถนนไต่ระดับอยู่ที่ 3000 เมตรเรื่อยไป
ฟ้าอากาศใสปิ้ง
เด็กๆ กลับจากโรงเรียนกันเป็นกลุ่มๆ เราแวะพูดคุยแต่เด็กๆดูกลัวๆเรา บ้างวิ่งหนีไปก็ยังมี
พอเราปั่นมาถึงชาวบ้านที่นั่งคอยรถอยู่ตามถนน เราจอดพักเหนื่อย คุยทักทายต่อกัน
พอจะคุยด้วยเขาก็ชี้มาที่กระเป๋าจักรยาน แล้วบอกว่าขอเสื้อกันหนาวสวยๆ ให้เขานะ
มาอีท่าแบบนี้ เราทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ปั่นหนีไปเลย จะอยู่ทำไม หลายครั้งผู้ใหญ่ชาวบ้านของเอกวาดอร์
พอเจอเราเข้าก็ขอเงิน ถามว่ามีเงินไหม ฟังดูบางทีน่าเกลียด ไม่น่าฟังเลย และรู้สึกไม่ปลอดภัยขึ้นมาทันทีที่ได้ยินคำพูดเหล่านี้
 |
 |
เราปั่นต่อไปและพักไปเป็นช่วงๆ ระหว่างทางบางครั้งมีชาวบ้านปั่นจักรยานประกบตามหลังนิ่งมานับเป็นกิโลเมตร
ผมตะโกนคุยกับคุณวรรณว่าจอดก่อน ปล่อยให้เขาปั่นเลยไปก่อน พอเราจอด เด็กๆ
ตามหุบเขาที่มีบ้านเรียงรายอยู่บนเนิน ก็วิ่งลงมากันกรูและรุมล้อมเรา มาจับโน่นจับนี่
บางคนนอนหมอบอยู่ริมถนน
มองดูเราอย่างน่าสงสัย พอเราออกเดินทางต่อ เด็กๆ เหล่านั้นวิ่งประกบจักรยานและฉกของจากจักรยานจนเกือบเสียหลัก
ขโมยเอาเสื้อที่มัดไว้ที่ท้ายจักรยาน ผมต้องหยุดลงไปไล่เอากลับมา พอเอาคืนมาได้
เด็กเหล่านั้นวิ่งมาฉกอีก ในใจรู้สึกโมโหทีเดียว ตามบ้านที่อยู่ริมภูเขามากมายนั้น
ผู้ปกครองเด็กๆ มองลงมาดูพฤติกรรมอย่างหน้าตาเฉย ไม่ได้ตักเตือนการกระทำของกลุ่มเด็กๆ
เหล่านี้เลย หรือเป็น จิตวิญญาณเอกวาดอร์ก็ว่าได้ เฉย นิ่ง เงียบ ร้าย และอันตราย
!!!
ชิมโบราสโซ่ ตั้งอยู่เบื้องหน้าเราตลอดทางเราที่ปั่น ตระหง่านยิ่งใหญ่นัก
ทางขวามือเห็นภูเขาหิมะเล็กๆเคียงอยู่ด้วย แสงแดดดีมากตลอดวัน ถนนปั่นสบายขึ้นในช่วงปลายของวันนี้
ยิ่งปั่นเข้าไปยิ่งเห็นภูเขาใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ต้องกับแสงแดดยามเย็น สวยงามจนต้องหยุดมอง
หยุดพักบันทึกภาพเป็นระยะ จนมาถึงเมืองที่ใกล้กับภูเขาที่สูงที่สุดลูกนี้
Cajabamba (คาฆาแบมบา) เราไปต่อไม่ทัน เวลาไกล้ค่ำเข้ามาเต็มที หาที่พักในเมืองนี้ก็ไม่มีเลย
จะทำยังไงดี คิด คิด คิด ว่าจะหาที่พักอย่างไร ชาวบ้านทุกคนส่ายหน้า บอกว่า..ไม่มี
ไม่ต้องไปหา แต่มาเจอกับป้าแก่ๆเข้า แกบอกว่าข้างในมีโบสถ์ลองไปถามแม่ชีดู
เรามุ่งสู่โบสถ์เป้าหมายทันที พอไปถึง เจอกับแม่ชีที่กำลังสอนนักเรียนอยู่
เราขอพักในบริเวณโบสถ์สักมุมหนึ่งได้ไหม เธอหายไปนานไปปรึกษาผู้อำนวยการโรงเรียน
ซึ่งเป็นแม่ชีเหมือนกัน ต่อมาเธอบอกว่า เราอนุญาติให้นอนในห้องเรียนนี้แหล่ะ
ที่นักเรียนอยู่หลัง 6 โมงไปแล้ว เธอสองคนเข้ามาในห้องได้เลย และเธอต้องสัญญาว่า
พรุ่งนี้เธอต้องออกเดินทางก่อน 6 โมงเช้านะ เรารับคำและขอบคุณแม่ชีในความกรุณาต่อเราสองคน
ในครั้งนี้ เราได้ที่หลับนอนดี หนีหนาว นอนในห้องเรียนที่กว้างขวางของโรงเรียน
Escuela Sta Mariana De Jesus ในเมืองคาฆาแบมบา ใกล้กับเทือกชิมโบราสโซ่แห่งนี้
ที่นอนบนความสูงถึง 3100 เมตร
 |
อ่านต่อหน้า 3
|