|
|
|
|
|
ความฝันของเราบินไปได้ไกลใน...เอกวาดอร์
|
หน้า
1 | 2 | 3
|
|
ความตั้งใจในครั้งแรกของผมนั้น เมื่อปั่นจักรยานจบลงในประเทศเอกวาดอร์
โดยปั่นจากใต้สุดชายแดนขึ้นถึง
กรุงคิโต้ (Quito) เป็นเมืองหลวง ระยะทางไม่ไกลนักเพียง 500 กิโลเมตร ตั้งใจว่าจะหยุดนั่งลงเขียนเรื่องเล่าการเดินทางในประเทศเปรูเสียด้วย
รวบทีเดียว 2 ประเทศเพื่อไม่ให้ยุ่งยาก เพราะประเทศเอกวาดอร์นั้นเล็กมาก เล็กจนเรามั่นใจว่า
การปั่นจักรยานใช้เวลาไม่มากไม่มายนัก แต่จนแล้วจนรอดมาถึงวันนี้ ผมก็ยังไม่ได้เขียนเรื่องเล่าเปรูขึ้นเว๊ปไซต์เลย
เรื่องเล่าเอกวาดอร์ก็ยิ่งยุ่งกันไปใหญ่ ทุกอย่างสับสนวุ่นวายไปหมดกับประเทศเล็กๆ
แห่งนี้ มันได้สร้างปัญหาอันยิ่งใหญ่เกิดขึ้นแก่เราสองคน จนแทบสิ้นสุดและจบการเดินทางลงเลยทีเดียว
ถึงกระทั่งจะแทบหมดโอกาสที่กลับมานั่งเขียนได้ต่อไป ทุกอย่างหายหมด โจรอำมหิตแห่งประเทศที่สวยงามยิ่งแห่งนี้ได้หยุดเราลงเพียงก่อนถึงเมืองหลวงคิโต้
ที่เหลือเพียง 3 วันสุดท้ายของการเดินทางเท่านั้น เวลานี้เราสองคนได้รวบรวมกำลังใจค้นหาภาพ
ข้อมูล เท่าที่กลับมาใหม่ได้ จึงนั่งลงเขียนเรื่องเล่าเอกวาดอร์ในทันที ส่วนเรื่องของเปรูจะตามมาติดๆ
แน่นอน
26 มิถุนายน
2546
เข้ามาสู่เรื่องเล่าบันทึกการเดินทางในเอกวาดอร์กันดีกว่านะครับ เมืองสุดท้ายเหนือสุดปลายประเทศเปรูชื่อว่า
Tumbes เป็นเมืองเล็กๆ เป็นเมืองทางผ่านเข้าออกชายแดนระหว่างสองประเทศนี้ อะไรต่อมิอะไรแพงอย่างไม่มีเหตุผลสมควรจะแพง
บางครั้งไปกินร้านอาหารยังมีแถมท้ายคิดราคาผิดอีก พอทักท้วงขึ้นมา ชาวเปรูในเมือง
Tumbes บอกว่าเอกวาดอร์น่ะแพงกว่านี้เยอะ เอาว่าเป็นงั้นไปอีก หน้าไม่อายเห็นแก่เงิน
ถึงขนาดพาดพิงผู้อื่นโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เงินก็ไม่คืนเราเสียด้วย พักอยู่ที่นี่
2-3 วัน เจอเรื่องแบบนี้ทุกวันไป
วันนี้ยังไงก็อยู่ต่อไม่ได้อีกแล้ว
วีซ่าเหลือเป็นวันสุดท้ายอีกตามเคย ขาประจำล่ะเราสองคน อยู่จนหมดเวลามันเรื่อยไป
อีก 27 กิโลเมตรสุดท้ายจะเป็นเขตชายแดนข้ามประเทศเปรู - เอกวาดอร์
เราตั้งใจสูงมาก พลาดไม่ได้ เกิดอะไรขึ้นไม่ได้เลยล่ะ ก่อนนี้จาก Tumbes ไป
เราทำการสะสางเงินให้หมดเสียก่อน
ไม่งั้นเงินสกุลที่นี่จะไม่มีค่าใดๆเลยเมื่อไปอีกประเทศหนึ่ง ค่าเงิน Sol ของเปรู
มีอัตราแลกเปลี่ยนคร่าวๆที่ 3.50 Soles ต่อ 1 US$ เราแลกจนเรียบ กลายเป็นเงินดอลล่าห์สหรัฐ
เหลือติดตัวเพียง 0.20 Sol ภาระกังวลใจหมดไปอีกอย่างหนึ่ง คราวนี้มุ่งหน้าขึ้นเหนือตามถนนสาย
1A Panamericana ตามระเบียบ เพราะเรายึดการเดินทางตามถนนสายนี้มาตลอด เมืองสุดท้ายปลายสุดของเปรู
Zarumilla จำเป็นต้องแวะเพราะมีจุดประทับวีซ่าขาออก พอเข้าไปถึงไกล้ตึกสำนักงาน
ผู้คนวิ่งกรูเข้ามาล้อมจักรยานเสนอบริการสารพัด ยื่นแบบฟอร์มให้บ้าง ถามโน่นถามนี่
ดีว่าเราฟังไม่ค่อยจะรู้เรื่องนัก เข็นจักรยานเข้าตรงสู่ออฟฟิศ ประทับวีซ่าขาออกทันที
กระนั้นยังไม่พ้น กลุ่มเปรูมุง ยังตามมาเป็นกระพรวนห้อมล้อมจักรยาน ผมต้องทำหน้าที่ยามอย่างแข็งแรง
ยืนคุมจักรยานไว้ไม่ให้พลาดสายตา คุณวรรณเข้าไปทำธุระประทับวีซ่าขาออก ทุกอย่างเรียบร้อยสนิท
สิ้นสุดไปอีกประเทศหนึ่ง...เปรู
ประเทศใหม่ย่อมต้องปรับอะไรใหม่ๆ หมดอีกครั้ง เอกวาดอร์ได้ข่าวว่าเป็นประเทศน่าสนใจ
ศิลปะวัฒนธรรม ไม่แพ้ประเทศใดในแถบนี้ ต้องพิสูจน์ ณ บัดนี้ต่อไป วีซ่าขาออกจบเป็นที่เรียบร้อย
อีกไม่ไกล ปั่นจักรยานเพียง 5 นาที มาถึงจุดสิ้นสุดแผ่นดินเปรู รอยต่อระหว่างสองประเทศมีลำน้ำเล็กๆ
กั้นไว้ ภายในลำธารมีขยะมากกว่าน้ำเล็กน้อย บ่งบอกถึงความเจริญของรอยต่อ
จุดเชื่อมชายแดน
ทุกคนจำเป็นต้องข้ามสะพานอินเตอร์เนชั่นแนลแห่งนี้ เชื่อมต่อกันเพราะถนน Panamericana
เป็นถนนอินเตอร์เนชั่นแนลที่ยาวที่สุดในโลกล่ะ จากอลาสก้าจรดขั้วโลกใต้โน่น
สะพานเล็กๆแห่งนี้จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่ให้เรียกว่า สะพานอินเตอร์เนชั่นแนล
ฝูงชนคับคั่งพลุกพล่านวุ่นวายไปหมดในบริเวณนี้ มีสารพัดอาชีพ
รถเข็น ขายของ แผงค้า ตำรวจขมักเขม้นทำหน้าที่ตรวจตรา ซ้ำยังเตือนเราสองคนให้ระวังความปลอดภัยจากมิจฉาชีพด้วย
เราได้โอกาสจึงวานคุณตำรวจช่วยถ่ายภาพให้เราสองคนซะเลย ถ่ายกับป้ายยินดีต้อนรับสู่เอกวาดอร์
ท่ามกลางฝูงชนมุงล้อม พูดคุยกระซิบกันถ้วนหน้าว่า คาปอง..คาปอง
(ญี่ปุ่น) จนเราทนไม่ไหว เพราะได้ยินทีไรก็ คาปอง..คาปอง เราจึงตะโกนตอบไปว่า
ไม่ใช่คาปอง
เราคือ ไตแลนด์เดส..จ้ะ
ทุกคนทำหน้ามึนๆ งงๆ สงสัย ทำนองเดียวกันกับประเทศไทยของเราเองล่ะครับ
เห็นใครปั่นจักรยานเป็นไม่ได้
เฮลโล..เฮลโล หารู้ไม่ว่า คนไทยปั่นจักรยานผ่านไปยังถูกทักทาย เฮลโล จนต้องตะโกนกลับไปว่า
สวัสดีครับ สวัสดีค่ะ น่าจะดีถ้าคราวหน้าคราวหลัง เห็นนักจักรยานปั่นในประเทศไทยของเรา
ต้องตะโกนสวัสดี เป็นหนทางที่ดีกว่ากระมังครับ
เมืองหัวด่านแรก Huaquillas ที่พลุกพล่านไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้ง
2 ประเทศ มีร้านค้าประกบสองฟากถนน ทอดยาวร่วมเป็นกิโลเมตร ดูเพลิดเพลินเจริญตา
น่าจับจ่ายดีแท้
เราได้แต่มอง หยุดบริเวณนี้
ใช่จะปลอดภัยนัก ยังไงต้องฝ่าด่านให้ทะลุไปก่อน เข้าสู่แผ่นดินเอกวาดอร์ไปหาที่ประทับวีซ่าให้เสร็จเป็นดีที่สุด
หลุดจากจุดพลุกพล่านมาได้ ปั่นไปตามถนนเมนเรื่อยๆ หาจุดประทับวีซ่าขาเข้า
ตามที่ตำรวจบอกมาว่า 4 กิโลเมตรจากสะพานอินเตอร์เนชั่นแนล ระหว่างปั่นไปเอื่อยๆ
เคียงคู่ไปกับรถเมล์ประจำทาง ทันใด..โป๊ก.. สัปะรดก้อนเบ่อเริ่มถูกทิ้งลงจากรถเมล์ลงใส่หัวผมอย่างจัง
ลงมากระทบไหล่เปื้อนเสื้อผ้านิดหน่อย รู้สึกเซ็งชมัด มาถึงวันแรกเจอต้อนรับแบบนี้ซะแล้วเรา
ไม่นานนักเรามาถึงจุดตรวจ มีตำรวจตั้งด่าน ด้านขวามือเป็นสถานที่ประทับตราวีซ่าขาเข้า-ขาออก
เราคนไทยไม่ต้องขอวีซ่าสำหรับเข้าประเทศเอกวาดอร์ มาเมื่อไหร่ได้ทันที
แทบทุกประเทศไม่จำเป็นต้องขอวีซ่าเข้าเอกวาดอร์เช่นกัน คราวนี้อยู่ที่ว่า
เขาจะอนุญาติ 30 วัน หรือ 90 วันเท่านั้นเอง เจ้าหน้าที่ออกวีซ่าท่าทางสบายๆ
เช้าชามเย็นสองชาม เจ้าหน้าที่ยังดั้นมาถามเราอีกว่า คุณไม่ต้องขอวีซ่าเหรอ...ใช่ไหม???
เราบอกว่าใช่ไม่ต้องขอ เขาบอกไม่ต้องขอ งั้นประทับให้เลยทันที มันง่ายจนเหลือเชื่อ
จากนั้นคุณวรรณเสนอขอพำนักสัก 90 วัน เผื่อเหลือเผื่อขาด กันเหนียวเอาไว้ก่อน
เพราะยังไงเราไปช้ากว่าใครเพื่อน โดยแรงขา โดยจักรยานคู่ใจของเรา รถบัสที่ขนนักท่องเที่ยวมาจอดที่ด่านนี้คันแล้วคันเล่า
นักท่องเที่ยววิ่งกรูกันเข้ามาประทับวีซ่า ขาเข้าและขาออกอย่างง่ายเช่นกัน
ทุกอย่างราบรื่นชื่นบานดีที่จุดนี้ ภายในครึ่งวันบ่าย เราได้มาอยู่อีกประเทศหนึ่งแล้ว
หนีดินแดนทะเลทรายเข้าสู่แผ่นดินใหม่ที่เริ่มมีสีเขียวปกคลุมทันทีเมื่อเหยียบมาถึง
ทำให้รู้สึกใจหายกับการหมดทะเลทราย ฝนไม่เคยตก ที่รู้สึกปล่อยวาง โล่ง
โปร่งดี
คราวนี้มาสู่ภาวะความเป็นจริงอีกครั้งของประเทศเอกวาดอร์ ประเทศที่เป็นที่ตัดผ่านของเส้นศูนย์สูตร
แถมด้วยภูเขาสูง มีหิมะปกคลุมหลายลูก มีป่าฝน มีชายทะเล เป็นประเทศขนาดเล็ก
ที่รวมเอาไว้แทบทุกอย่าง ชักน่าสนใจซะแล้วสิ
เรานั่งกินอาหารมื้อแรกที่ไกล้กับด่านตรวจนั่นเอง ข้าวสวยกับไก่ทอด
เคียงข้างด้วยกล้วยสุกงอมๆทอด รสหวาน ยังกะขนม ส่วนชุดแรกคือ ซุป
เห็นกระดูกวัวขาวโพลน ใส่กล้วยหั่นเป็นท่อนๆขนาด
1 นิ้ว มีมันฝรั่ง 1 ก้อน ข้าวโพดหั่นอีก 1 ท่อน นี่เป็นอาหารที่ขึ้นชื่อของเอกวาดอร์ล่ะครับ
ต้องมีกล้วยร่วมด้วยเสมอ ราคา US$1.6 ต่อชุด (70 บาท) อาหารขนาดนี้
ถ้ากินและเทียบกับราคาอาหารเมืองไทยคงจะอยู่ประมาณ 20-25 บาทไม่ขาดไม่เกิน
คุณภาพอาจจะสูงกว่าด้วยซ้ำไป ส่วนรสชาติอาหารไทยกินขาดแน่นอน
เอาหัวรับประกันได้
 |
 |
วันนี้ขอปั่นเสียหน่อยล่ะ เวลายังเหลือ อยากชมความเขียวเข้มของบรรยากาศที่ไม่ได้เห็นมานาน
บรรยากาศแบบเมืองไทยล่ะ อากาศร้อน แทบจะต้องถอดเสื้อปั่นกันเลย แต่ลมเย็นๆ
พัดผ่านทุ่งป่าเขา ทำให้รู้สึกสบาย หายใจคล่องปอดกว่าก่อนเยอะ ป้ายบอกทางไม่ค่อยจะมี
หาความชัดเจนยากหน่อยสำหรับประเทศนี้ ช่วงเลยด่านไปไม่ไกล เป็นเขตทหารเสียส่วนใหญ่
บ้านคนห่างๆ มีต้นไม้แปลกตาให้เห็นตลอดหลายกิโลเมตร
รูปร่างอ้วนตรงกลางลำต้น ด้านบนเป็นทรงพุ่ม มีเถาวัลย์ปกคลุมบ้าง
คล้ายจะเป็นต้นไม้ผีสิงในหนังฝรั่ง เราคลำทางจนมาถึงเมืองเล็กๆ Santa Rosa
ที่ต้องแวะจากถนนเมนเข้าไป 3
กิโลเมตร ที่พักราคาแพงกว่าเปรู นี่คือด่านแรกที่เจอ พอตกค่ำเริ่มเห็นความแตกต่างชัดเจน
6 โมงไปแล้วไม่มีผู้คนเดินให้เห็นเลยในเมือง ต่างจากชิลีและเปรูโดยสิ้นเชิง
ชีวิตยามค่ำที่นั่นมีสีสันอย่างขาดไม่ได้ ที่นี่ผู้คนไม่ออกเดิน ไม่ค่อยพูด
ไม่ค่อยคุย หรือว่ามันอันตรายจริงตามคำร่ำลือ
ชักสงสัยขึ้นมาแล้วสิ
27 มิถุนายน
2546
วันนี้ออกเดินทางสายโด่ง ฝนตกลงมาอย่างหนัก ก่อนฝนตกอากาศร้อนเอาการ ต้องคอยเกือบจะได้กินมื้อเที่ยง
ถึงจะออกปั่นได้ เม็ดฝนยังไม่ขาดดีนัก แต่เป้าหมายวันนี้ไม่ไกลเกินไป เอาแค่
30 กิโลเมตรถึงเมือง Machala หัวเมืองใหญ่ทางใต้ของเอกวาดอร์ สักพักฟ้าสว่างแดดเปรี้ยงเข้ามาแทนที่
นี่แหล่ะบรรยากาศของเขตร้อน พอเข้าสู่ถนนเมนอีกครั้งถึงกับต้องตะลึง เมื่อไม่มีอะไรเลยตลอดสองข้างทาง
นอกจากกล้วยกับกล้วย กล้วย กล้วยฯลฯ ปลูกเป็นแถวเป็นระเบียบ ปัดแต่งดูแล ห่อพลาสติกกันอย่างดี
เมื่อปีที่แล้วช่วงปั่นผ่านประเทศออสเตรเลียและเข้ามายังนิวซีแลนด์ เข้าไปซื้อของในซุปเปอร์ทีไร
ได้เห็นแต่กล้วยที่มาจากเอกวาดอร์ คำถามมันคาใจอยู่ตั้งแต่วันนั้นว่า ทำไมต้องเป็นกล้วยเอกวาดอร์
ส่งข้ามทวีปมาขายกันถึงที่นี่เลยหรือ มาวันนี้เห็นแล้วต้องยอมรับ ทุกอย่างทำกันอย่างเป็นระบบระเบียบ
มีโรงคัดแยกสลับกับไร่กล้วย คัดเพื่อส่งออกไปขายทั่วโลก เห็นกับตาอย่างนี้ต้องเชื่ออย่างสนิทใจเลยว่า
นี่แหล่ะ..กล้วยเบอร์หนึ่งของโลก กล้วยเอกวาดอร์
เราสองคนมาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รู้สึกธรรมดากับกล้วย
ไม่ตื่นเต้นเท่าใดนัก แต่มีนักจักรยานจากยุโรปพูดแทบไม่ขาดปากว่า..แปลกดี
บรรยากาศแบบนี้ไม่เคยเจอ
ถ้าเป็นไร่องุ่นยังพอว่า บรรยากาศนี้มันอินเทอร์เรสติ้งนะ คนยุโรปส่วนใหญ่จะเห็นกล้วยก็ในซุปเปอร์ล่ะท่า
แต่เรามิวายจอดบันทึกภาพเหล่านี้เอาไว้ทรงจำกับความยิ่งใหญ่ด้วยคน ระหว่างขมักเขม้นจัดรถจอดถ่ายภาพอยู่นั้น
เจ้าของฟาร์มใกล้ๆเข้ามาทักทายสอบถามว่ามาจากไหน ไปไหนกันล่ะ ในมือลุงแกถือกล้วยมาด้วย
6 ลูก สุกงอมกินได้ทันที แกบอกว่า..นี่นะ สุกจากกอเลย แกชี้ไปทางไร่ของแก ปกติจะเก็บไว้กิน
ส่วนกล้วยที่ส่งขายนั้น ลุงแกบอกว่าต้องตัดแก่ๆ คัดขนาดส่งขายต่างประเทศ โอกาสกินกล้วยสุกจากกอไม่มีแน่
วันนี้เราได้ลิ้มลองกล้วยหอมที่สุกจากกอ ตอบได้ทันทีเลยว่าอร่อยมาก รสชาติต้องยกให้เลยเบอร์หนึ่ง
ต้องเป็นกล้วยเอกวาดอร์แน่ จากคนเอเชียกล้าการันตีได้ เพราะเติบโตมากับกล้วยนั่นเอง
แต่ราคาที่ส่งขายนั้นไม่ค่อยจะดีนัก อาศัยว่าทำกันอย่างถูกวิธี ชาวสวนถึงพออยู่ได้
1 เครือราคา US$1-1.5 ลุงแกบอกว่า..พอทน มีกำไร แต่ไม่ถึงกับรวย กล้วยที่เหลือถูกมัดท้ายจักรยานพกเป็นเสบียงกรัง
อำลาลุงใจดี มุ่งหน้าเลี้ยวเข้าไปยังเมือง Machala ก่อนเข้าตัวเมือง ผ่านวงเวียนซะหนึ่งรอบ
ใจกลางวงเวียนมีอนุสาวรีย์ขนาดใหญ่ เป็นผู้ชายท่าทางแข็งแรง มือหนึ่งจับเครือกล้วยแบกอยู่บนบ่า
อีกมือหนึ่งถือมีดตัดกล้วยเป็นสัญลักษณ์ของเมืองแห่งกล้วยจริงๆ ชีวิตจิตวิญญาณมาจากกล้วยแท้ๆ Machala (มาชาลา) เราปั่นกันอยู่นานรอบเมืองนี้ หาที่พักกว่าจะเจอ
ที่มีชั้นล่างง่ายต่อการเก็บจักรยาน พอเจอแล้วประการต่อมาทำการต่อรองราคาตามประสานักเดินทางคนจนอย่างเรา
เห็นท่าทางลุงเจ้าของยิ้มแย้มใจดี
จะขอลดสัก 1 ดอลล่าห์ 2 ดอลล่าห์ ลุงแกตอบ..โน พอเราพูดซ้ำ ลุงพูดกลับมาทันทีว่า
ซี้ ออ โน (Si or No) ง่ายๆ คือ Yes or No นั่นเอง เล่นเอาเราไม่กล้าต่อรองอีก
ตกลงทันที อุตส่าห์หากันแทบแย่ US$10 รับได้จ้าลุง ตกลง ตกลง ตอนเย็นเราวิ่งไปหาซื้อธงชาติเอกวาดอร์มาติดหน้าจักรยานตามระเบียบที่เราเคยปฏิบัติมาตลอด
หาอยู่หลายร้าน ส่วนใหญ่จะเป็นขนาดบิ๊กไซต์ สำหรับสถานที่สำคัญเสียมากกว่า จนมาเจอร้านเล็กๆ
วางแผงข้างถนน เขาทำเป็นพลาสติกม้วนๆ มี 3 สี เหลืองด้านบน น้ำเงินแดงอยู่ล่าง
สองสีนี้แถบเล็กกว่า
ตัดขายเป็นแผ่นๆ เลือกความยาวตามใจชอบ ตั้งแต่เดินทางมาเจอธงพลาสติกก็ที่นี่แหล่ะครับ
แปลกตาดี ชาวบ้านเขาใช้ธงพลาสติกกันทั่วเมืองในเอกวาดอร์ คืนนี้เราหลับไม่ลงเลยตลอดทั้งคืน
ใช่ว่าอื่นใดไม่ มัวแต่ทะเลาะกับยุง ต้องลุกขึ้นมาตบ จนหลับทับไปนั่นเอง นี่คือเสน่ห์สีสันของเมืองร้อนอีกประการล่ะจะบอกให้
28 มิถุนายน
2546
ออกจากมาชาลา ราชาแห่งกล้วยตั้งแต่เช้า วกย้อนกลับทางเดิมเมื่อวานนี้เล็กน้อย
ออกมาได้สักพัก จะมีทางแยกให้เลือกว่า เราจะเลือกเส้นทางไหนไปสู่เมืองหลวงคิโต้
ถ้าเลือกเลียบชายฝั่งเป็นผืนดินต่ำระดับน้ำทะเล จะผ่านไปทาง Guayaquil (วายากิล)
เป็นเมืองขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ มีประชากรมากกว่าเมืองหลวงเสียอีก จากนั้นถนนจะไต่ขึ้นเทือกเขาแอนดิสไปบรรจบที่เมือง
Ambato อีกเพียง 130 กิโลเมตรเท่านั้นจะถึงคิโต้ ส่วนอีกทางหนึ่งต้องแยกขวาผ่านขึ้นภูเขาทันทีและปั่นอยู่บนเทือกแอนดิสตลอดจนกว่าจะถึงคิโต้
สองทางสองความคิดให้เลือก ทางแรกสบายก่อนขึ้นทีเดียวไกล้ๆถึงเลย ทางที่สองขึ้นเลยยากก่อนและยากตลอด
จำเป็นต้องตัดสินใจในจุดนี้ เส้นทางแรกถ้าจะไปทาง วายากิล ต้องทนกับอากาศร้อนชื้นตลอด
ทางเรียบสบาย มีอันตรายสูงเนื่องจากเมืองนี้มีประชากร 2 ล้าน 2 แสนคน เป็นเมืองท่าส่งออกขนาดใหญ่
เป็นแหล่งอาชญากรรมที่ขึ้นชื่อมาก หลายทางคนไม่เลือกเส้นทางนี้เพราะไม่สวยและอันตราย
ส่วนเส้นทางที่ 2 ผ่านไปทาง Cuenca (เควงข่า), Riobamba (รีโอแบมบ้า), Ambato
(แอมบาโต้) และเข้าสู่คิโต้เมืองหลวง เมืองมรดกโลกที่องค์การยูเนสโกขึ้นชื่อไว้ว่าเป็นเมืองโคโลเนียล
เมืองขึ้นเสปนนั่นเองที่รักษาศิลปวัฒนธรรมการอยู่รวมกันไว้อย่างกลมกลืน
เส้นทางนี้สวยตลอด ยากมาก หนาวมาก เราเลือกเส้นทางนี้เพราะหวังว่า ยากก่อนท่าจะดีกว่ายากทีหลัง
จึงตัดสินใจเข็นจักรยานขึ้นภูเขา เฮ้ยไม่ใช่...ปั่นขึ้นภูเขาตามเส้นทางสายนี้กันเลย
ผมได้บันทึกแผนที่การเดินทางไว้อย่างละเอียดเพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้ปั่นจักรยานทราบกันต่อไป
ความยากง่ายในแต่ละจุดจะเป็นอย่างไร ดูได้ตามเส้นทางแต่ละเมืองถึงเมือง ความสูงมีประกอบชัดเจน
ยกเว้นช่วงจาก รีโอแบมบ้าไปคิโต้ จะเป็นการประมาณ จากการนั่งรถแทน ด้วยเหตุผลจำเป็นจริงๆ
แล้วจะเล่าต่อไปว่า จำเป็นอย่างไรถึงทำแผนที่ไม่เสร็จ Machala ไปทางขวา เป็นทางที่เราเลือกแล้ว
อำลาเมืองราชาและราชินีแห่งกล้วย ที่เรียกราชินีอีกชื่อเพราะเหตุว่าทุกเดือนกันยายนเขาจะประกวดราชินีสาวสวยพร้อมกับกล้วยขนาดใหญ่กันนั่นเอง
เส้นทางนี้ยังผ่านไร่กล้วยอย่างมากมาย ไม่รู้จบสิ้นเสียที
จนมาถึง Pasaje (ปาสาเค) คราวนี้สุดท้ายไร่กล้วย สุดท้ายผืนดินราบเรียบแล้ว
ต่อไปถนนจะค่อยๆ ไต่ขึ้นเทือกแอนดิสอย่างช้าๆ
เมื่อออกจากเมืองปาสาเคมาแล้ว ความยากง่ายอย่างไรดูแผนที่ประกอบได้นะครับ
 |
 |
ภาพกราฟความสูงของถนนที่เราปั่น
|
ปาสาเค ยังมีชื่อเสียงเรื่องกล้วยไม่แพ้มาชาลาเช่นกัน
เป็นแหล่งอุตสาหกรรมส่งออกกล้วยทั้ง 2 เมืองนั่นเอง เราผ่านดินแดนกล้วยๆมาแล้ว
ต่อไปไม่มีกล้วยและไม่กล้วยๆ แน่นอนกับเส้นทางที่ขึ้นชื่อเรื่องความยากในการปั่นจักรยาน
ที่ใครก็กล่าวถึงเสมอ และโดยส่วนใหญ่นั้นนักเดินทางโดยจักรยานที่มาจากยุโรปหรืออเมริกา
จะบินมาลงที่คิโต้ จากนั้นปั่นขึ้นๆ ลงๆ อยู่บนภูเขาสูงๆ ลงใต้ไปสู่ประเทศเปรูจะสบายหน่อย
ลงจากภูเขาสูงร่วม 3000 เมตรสู่ระดับน้ำทะเล ส่วนเราเดินทางย้อนขึ้นจากระดับน้ำทะเลขึ้นสู่ภูเขาสูง
คิดผิดคิดถูกหรือเปล่าก็ตอบไม่ได้ ยังไงมาแล้วต้องลุยกันสักตั้งล่ะ
หลังจากเดินทางถนนเริ่มใต่ทางชัน
เรารู้ทันทีว่าไม่ง่ายเลย ไม่มีทางราบเรียบอีกแล้ว ไม่มีลงเนิน มีขึ้น...ขึ้น
เราพักบ่อยเพราะอากาศร้อนอบอ้าว
สูญเสียเหงื่อเยอะ
ทำระยะทางตอนท้ายของวันได้น้อย เวลาไกล้ค่ำลงทุกที เราจึงมองหาที่พักแห่งใดแห่งหนึ่งเพื่อเป็นที่หลับนอนในคืนนี้
ถนนคดเคี้ยวไปตามไหล่เขา ไต่ขึ้นเรื่อยๆ บ้านเรือนตั้งอยู่ทุกที่ไม่เว้นระยะทุกๆ
ร้อยเมตรจะต้องมีบ้าน เราเห็นทำเลพอเหมาะของบ้านหลังหนึ่ง คุณวรรณเป็นผู้เข้าไปเจรจา
ขอกางเตนท์นอนตรงหน้าบ้านใกล้ๆ ริมถนน คุณป้าวิ่งเข้าไปในบ้านปรึกษากันเป็นที่เรียบร้อย
จึงอนุญาติให้เรากางเตนท์ได้ในคืนนี้
เราจัดแจงเลือกทำเลใต้ต้นมะพร้าว ที่หน้าบ้านกางเตนท์ ส่วนจักรยานจอดไว้ไกล้ๆตัว
ค่ำคืนนี้ลูกๆ ของเจ้าของบ้านมานั่งคุยด้วย สนุกกันตามประสาเด็กๆ แม้ว่าต่างภาษาแต่เราก็พอสื่อสารกันรู้เรื่อง
สี่ทุ่มเด็กๆ ถูกไล่ให้ไปเข้านอน เราก็เข้านอนเช่นกันที่หน้าบ้านผู้ใจดีแห่งนี้
ตามเส้นทางที่เราผ่านมามักไม่ขาดผู้มีน้ำใจเสมอ ตอนกลางวันขณะที่เราทุลักทุเลปั่นขึ้นเนินมาเรื่อยๆ
แวะพักไปเรื่อย ลุงเจ้าของร้านค้ามอบน้ำดื่มให้ 2 ขวด ซื้อส้มให้อีก 1 ถุง เส้นทางไม่เคยแล้วน้ำใจจริงๆ
ดั่งคำโบราณเขาว่า
ครอบครัวที่เราพักด้วยคืนนี้ เขาพูดบ่อยๆ ถึงความจน ความลำบากของครอบครัว
ลูกๆ ได้เรียนเพียงภาคบังคับเท่านั้น รายได้ไม่พอเพียง ขณะที่เราพอเห็นว่า
ครอบครัวเธอมีผลผลิตจากเกษตรกรรมไม่ใช่น้อย
ยังไม่พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง นี่คงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เอกวาดอร์มีปัญหา
ราคาสินค้าตกต่ำ ผู้คนกินอาหารไม่ครบ 3 มื้อ เมื่อ 2 ปีกว่าที่ผ่านมา เอกวาดอร์เปลี่ยนค่าเงินจากเงินสกุล
Sucres ซูเครส มาเป็นดอลล่าห์สหรัฐ มันเป็นปัญหาใหญ่มากสำหรับประชาชน ประชาชนไม่เคยชินและไม่อยากใช้เงินสกุลนี้เลย
เพราะว่าค่าเงินแตกต่างกันมาก US$ 1เท่ากับ 25,000 ซูเครส จนถึงขณะก่อนเปลี่ยนค่าเงินมาใช้ดอลล่าห์
ซูเครสอ่อนไปถึง 40,000 ซูเครสต่อ US$ 1 เมื่อเปลี่ยนมาใช้เงินดอลล่าห์แล้ว
ประชาชนสับสนกับจุดทศนิยมของเงิน สินค้าทั่วไปมักจะเต็มราคา US$ 1 หรือ US$
1.5 ไม่นิยมใช้ราคาอื่น ของจึงแพงกระฉูดไปโดยปริยาย
เหตุที่ประเทศนี้ประสบปัญหารุนแรงนั้น มีสาเหตุหลักๆอยู่ว่า คนรวยของประเทศมีเพียง
15 เปอร์เซนต์เท่านั้น คนระดับกลางไม่มี ที่เหลือเป็นคนจนล้วนๆ เท่านี้ยังไม่พอ
ก่อนเกิดเหตุการเปลี่ยนสกุลเงิน นักการเมืองคอรัปชั่นอย่างรุนแรง นำเอาเงินของรัฐใส่บัญชีของตัวเอง
จากนั้นจึงหนีไปอยู่ในประเทศที่เจริญที่สุดในโลกของเรา ธนาคารล้มตามมาอีกหลายแห่ง
ต่อจากนั้นเอกวาดอร์ก็พังพินาศ ผู้คนยิ่งจนกันไปใหญ่ จากเคยเป็นประเทศที่ผู้คนเป็นมิตร
ยิ้มแย้มแจ่มใส วันนี้เอกวาดอร์เปลี่ยนไปแล้วอย่างยากที่จะกลับคืนดังเดิม
29 มิถุนายน
2546
เราลาครอบครัวใจดีแต่เช้า โอบกอดเด็กๆ ด้วยความน่ารักยิ่ง
ไม่รู้จะตอบแทนอย่างไรดี นอกจากคำขอบคุณโตๆ ส่วนจะช่วยเป็นเงินนั้นยิ่งไม่ควรคิดเลย
เพราะดูปัญหาของประเทศเขาแล้ว
เหมือนเอาดินไปถมทะเลเสียมากกว่า เก็บไว้เพียงความทรงจำดีๆ ต่อกัน ซึ่งมั่นคงยืนยาวกว่าเงินตราเป็นไหนๆ
เส้นทางยากขึ้นเป็นลำดับ เราไต่ขึ้นเทือกแอนดิสไปเรื่อยๆ ไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุด
ระหว่างทางเราพบกับวิถีชาวบ้าน เด็กตัวน้อยๆ ช่วยครอบครัวเข็นรถบรรทุกกล้วยเต็มคัน
ทำให้เราได้คลายความเหนื่อยลงไปเยอะ เป็นการเรียนรู้โดยธรรมชาติ โดยสายเลือดว่าต้องทำงาน
แต่เด็กย่อมเป็นเด็ก ร่าเริงแจ่มใสตลอด แม้ต้องตื่นแต่เช้ามาขนกล้วยกับสายฝนพรำๆ
บางๆ แบบนี้ เราหยุดขอถ่ายภาพเด็กน้อยกันจนพอใจและ อิ่มในความน่ารักของเด็ก
 |
 |
เมฆปกคลุมมืดมิดในบางช่วง สาเหตุที่เป็นอย่างนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก
เพียงแต่เราได้ไต่ระดับสูงขึ้นไปเรื่อยๆ นั่นเอง ปกติเมฆจะปกคลุมแถวป่าฝนเชิงเขา
เนื่องจากแอนดิสสูงมากนั่นเอง พอทะลุกลุ่มเมฆไปแล้ว
คราวนี้เป็นบรรยากาศแบบใหม่ เป็นทะเลทรายช่วงสั้นๆ ประมาณ 10 กิโลเมตร แห้งแล้งสนิท
มหัศจรรย์ไปอีกแบบ ชาวบ้านจากแถวๆ นั้นขนเมล็ดโกโก้ใส่รถมาตากแห้งริมไหล่ทางของช่วงบริเวณนี้
เนื่องจากมีแดดจัด ความยาวของผืนเมล็ดโกโก้ ยาวนับกิโลเมตร เจ้าของถึงขั้นลงทุนมากางเตนท์นอนเฝ้ากันเลย
พอถนนไต่ขึ้นสูงไปอีก บรรยากาศใหม่เริ่มเข้ามา เริ่มเห็นสีเขียว อากาศหนาวเย็นมากขึ้น
เรามาถึง Santa Isabel (ซานตา อีซาเบล) มืดค่ำอย่างยากลำบากยิ่ง เหนื่อยกันมาเต็มคราบกับความสูงที่ไต่ได้เพียง
1400 เมตร ความทุกข์ทรมานยังรบกวนเราไม่เลิก คืนนี้ในที่พักเต็มไปด้วยยุง ผมตัดสินใจทำบาปฆ่าไปร่วมครึ่งร้อยก่อนหลับไปด้วยความอ่อนเพลียอีกคืน
30 มิถุนายน
2546
ออกจาก ซานตา อีซาเบล อย่างอิดโรย ถนนทำให้เรารู้สึกชื่นใจเมื่อลาดลงจากเมืองนี้ถึง
4 กิโลเมตร มองไปรอบๆ สวยงามทีเดียว เมื่อวานมาถึงค่ำมองอะไรไม่เห็น บรรยากาศเปลี่ยนไป
อากาศเย็นสบายมาแทนที่ บรรยากาศเขตร้อนชื้นแล้ว ต่อมาถนนวกกลับไปขึ้นภูเขาดังเดิม
การเดินทางเต็มไปอย่างช้า 4-5 กิโลเมตร/ชั่วโมง บวกกับพักบ่อยๆ คาดว่าวันหนึ่งเราคงไปได้ไม่มากนัก
ด้วยกำลังแขนกำลังขาของเรา ถนนบางช่วงเป็นลาดยาง บางช่วงเป็นลูกรัง ทำให้ยากขึ้นไปอีกเล็กน้อยต่อการปั่น
40 กิโลเมตร เป็นระยะทางที่ทำได้ในวันนี้ มาสุดที่เมือง Giron (คิรอง) เมืองสวยงามมาก
เราปั่นวนไปหาที่พักในเมืองตั้งแต่เย็น ไม่มีโรงแรม ไม่มีที่พักใดๆ มีหลายคนบอกให้ไปที่โบสถ์
พอไปถึง เจ้าหน้าที่ของโบสถ์บอกว่า บ้านพักน่ะมีสำหรับผู้ตกทุกข์ได้ยาก แต่วันนี้เราไม่เปิดบริการเพราะไม่มีเจ้าหน้าที่
เจ้าหน้าที่ของโบสถ์แห่งนี้ได้ขับรถพาเราไปสอบถามช่วยหาที่พัก 2-3 แห่ง จนปัญญาไม่มีที่พักเลย
จะกางเตนท์แถวนั้นก็ใช่ที่ กิตติศัพท์ของโจรเอกวาดอร์ไม่ใช่เล่นเลย เราไม่รู้จะทำอย่างไรดี
ขณะที่ความมืดมาเยือนแล้ว เราตัดสินใจปั่นไปเรื่อยๆตามถนนหลวง Panamericana
ไปเจอปั้มน้ำมัน Repsol เข้า ก่อนจะสุดออกนอกเมือง ตั้งใจจะขอมุมกางเตนท์ ขอแกมบังคับล่ะเพราะเราไม่มีที่ไปอีกแล้ว
อากาศก็หนาวมากเนื่องจากความสูงที่เมืองนี้ ขึ้นมาถึง 2,000 เมตรแล้ว เราเดินเข้าไปขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ในร้านซุปเปอร์ประจำปั้มน้ำมัน
หญิงสาวเธอใจดีมาก เธอเปิดห้องเก็บของให้ดูว่าเรานอนได้ไหม เราตอบทันทีว่าได้
เธอจัดการเคลียร์ของขยายบริเวณให้เราพอซุกตัวนอนได้กับแทรกจักรยานไว้ข้างๆกายด้วย
ยอดเยี่ยมจริงๆกับจิตใจที่แสนงามของเธอ เก็บของเข้าที่เสร็จแล้ว เธอแนะนำให้รู้จักกับสามีเธอเป็นผู้จัดการของปั้มน้ำมันแห่งนี้
สามีเธอชวนเราสองคนเดินไปที่บ้าน อยู่ไกล้กับปั้มน้ำมัน เขาลงมือทำอาหารให้เรากิน
ลูกตัวเล็กวิ่งไปซื้อน้ำอัดลมมาบริการเราอีกด้วย อร่อย อิ่ม มีความสุขที่ได้รู้จักเพื่อนดีๆ
เพิ่มอีกครอบครัวหนึ่งในวันนี้บนโลกใบนี้
แต่มีคำถามที่เขาฝากถามมาเรื่องหนึ่ง ฟังแล้วมันบาดใจยิ่งนัก
แต่ในฐานะที่เราเดินทางไกลเรียนรู้โลก เราต้องเปิดใจรับฟังได้ทุกปัญหา เขาถามว่า..
ประเทศคุณมีปัญหามากใช่ไหม มีคนจนๆ เยอะใช่ไหม
จึงทำให้ผู้หญิงต้องออกไปขายตัว เอ๋อ..ไปเลยครับกับคำถามเหล่านี้ ทั้งๆ ที่ประเทศนี้มีปัญหามากมายเต็มประดา
แต่เขายังตั้งคำถามที่เป็นปัญหาต่อประเทศเราจนได้ ผมนิ่งไปพักใหญ่จึงรวบรวมใจตอบไปว่า
มีบ้าง...ปัญหาน่ะ ส่วนผู้หญิงที่ขายตัวนั้นเป็นเรื่องที่อ่อนไหวมาก ถ้าคุณได้รู้จักคนไทย
คุณจะรู้ว่ามันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้หญิงจะออกมาขายตัว เหตุน่าจะพอมีประกอบ
คุณลองนึกดูนะ คนไทยเราเป็นคนน่ารักมากจึงมีนักท่องเที่ยวถึง 12-13 ล้านคนต่อปี
ไปเที่ยวในประเทศของเรา คุณคิดหน่อยว่า นักท่องเที่ยวที่ไม่ดีก็พอมี ประพฤติซื้อขายผู้หญิงก็พอมี
จะบอกว่าคนไทยมีจิตใจแบบนั้น โดยพื้นฐานแล้วผมว่าเป็นไปไม่ได้ ส่วนปัญหาที่เรามีมันเป็นเรื่องทั่วๆ
ไปมากกว่า แต่คุณรู้ไหมเรามีความสุขและมีรอยยิ้มได้ทั้งประเทศ ซึ่งต่างจากที่นี่นะ
ที่ผู้คนเคร่งเครียดกับปัญหาจนเกิดความผิดปกติทางจิต
ทางวัฒนธรรมไปเลย ผู้คนไม่พูดไม่คุยและไม่ยอมรับนักท่องเที่ยว กระทั่งทำร้ายนักท่องเที่ยวด้วยซ้ำไป
ผมร่ายยาวก่อนกลับมาหลับนอนในห้องเก็บของที่ปั้มน้ำมันและนึกตลอดคืนว่า เราควรที่จะรับรู้ปัญหาเพื่อที่จะแก้ปัญหาได้
อย่าไปกลัวมันเป็นอันขาด
1 กรกฏาคม
2546
ตื่นแต่เช้าตรู่รีบเดินไปหาอาหารกินไกล้ๆ กับปั้มน้ำมัน
ผู้จัดการยังไม่มาทำงาน เราฝากคำขอบคุณไว้กับพนักงานในความกรุณาให้ที่พักกับเรา
ลาเสร็จออกปั่นขึ้นเนินอีกเช่นเคย
ยังไม่มีทีท่าว่าจะสุด ผ่านมา 2-3 วันแล้ว ต้องใช้ความอดทนและสมาธิมากที่จะผ่านแต่ละช่วงแต่ละวันไปให้ได้
ขณะกำลังปั่นผ่านกลุ่มคนที่ก่อสร้างท่อระบายน้ำอยู่นั้น มีผู้ชายคนหนึ่งตะโกนข้ามถนนจากอีกฟากหนึ่งขึ้นมาว่า
ผมถ่ายรูปคุณเอาไว้แล้ว เดี๋ยวผมจะลงข่าวการเดินทางของคุณทางหนังสือพิมพ์ El
Mercurio เขาสอบถามประมาณ 5 นาที เป็นอันเข้าใจถึงจุดประสงค์ของการเดินทาง เราลานักข่าวเดินทางขึ้นภูเขาไปอย่างช้าๆ
ขึ้นไปเรื่อยๆกว่าจะสุดเนินได้ที่ความสูง 2,610 เมตร จุดนี้มีชื่อเรียกกันว่า
Por Tete De Tarqu เลยครึ่งวันของวันนี้เราทำสำเร็จ ผ่านจุดยากๆมาได้ บัดนี้เราจะเดินทางอยู่บนหลังของเทือกแอนดิสได้เต็มตัวเสียที
แต่ชาวบ้านยังบอกว่า ข้างหน้ามียากกว่านี้เยอะ มันจะยากขนาดไหนต้องลองดูกันต่อไป
จากจุดสูงสุดที่ผ่านมาหมาดๆ ถนนราบเรียบค่อยๆ ลาดยาวถึง 35 กิโลเมตร ปั่นสบายจนเข้าสู่หัวเมืองใหญ่
Cuenca (เควงข่า) เป็นเมืองด้านใต้ของเอกวาดอร์ บรรยากาศ 2 ข้างทางช่วงนี้ไม่ต้องพูดถึง
นิวซีแลนด์ก็เถอะ สู้ได้เรื่องความสวย พอแตะตัวเมืองการปั่นดูยากขึ้นมาก ผู้คนหนาแน่น
รถราเยอะไปหมด กว่าจะคลำทางเข้าใจกลางเมืองได้ตกเย็นสนิท พอสุดถนนไกล้เข้าใจกลางเมืองยังทำให้แปลกใจอีก
เมื่อถนนเข้ามาสิ้นสุดริมแม่น้ำ Rio Tomebamba ตัวเมืองอยู่เลยลำน้ำนี้ไปโดยตั้งอยู่สูงต้องเข็นจักรยานขึ้นเนินวกไปมาอยู่
2-3 ครั้ง จึงไปยืนอยู่อีกสเตปหนึ่งของเมือง มหัศจรรย์ดีแท้ ถนนในเมืองเป็นก้อนหินถูกวางเรียงเป็นแผ่นๆ
ปั่นจักรยานยากเข้าไปอีก หยึกหยัก..หยึกหยัก เราวิ่งหาที่พักให้ได้ก่อนค่ำ จนมาเจอที่หนึ่งราคาถูกมาก
US$ 6 ต่อคืน อยู่ชั้น 3 เป็นอาคารไม้สไตล์โบราณ มีกลิ่นเหม็นอับมาก ห้องน้ำใช้การไม่ได้เลย
พอตกค่ำเราเริ่มรับรู้ว่า ที่นี่ดูคล้ายคลึงกับแหล่งมั่วสุมหรือซ่องโจรยังไงเลยทีเดียว
นอนไม่หลับ น้ำอาบไม่ได้อีก ทรมานเสียจริงในคืนนี้ในเควงข่า
2 กรกฏาคม
2546
ตื่นเช้ามาเหมือนรู้สึกจะป่วย
เดินไปใช้ห้องน้ำอยู่ฝั่งตรงข้ามที่พักก็ใช่ไม่ได้ คนที่อยู่ข้างๆ ตะโกนไล่ให้ไปใช้ที่อื่น
ผู้คนที่มาใช้บริการที่พักโรงแรมแห่งนี้ไม่ค่อยสะอาดกันเลย
เดินถุย ถ่มน้ำลายตามระเบียง เครอะไปหมด รู้สึกจะทนกับที่นี่ลำบากเสียแล้วเรา
น้ำท่ายังไม่ได้อาบตั้งแต่เมื่อวาน ห้องน้ำยังใช้ปลดทุกข์ไม่ได้เลย เรารีบวิ่งไปรอบๆ
เพื่อหาที่พักใหม่ ไกล้ๆ กันนั่นเองเป็นโรงแรม Hotel Norte ห่างกันแค่เพียงหัวมุมตึก
เราได้ที่พักราคาดี
คุณภาพเยี่ยม ราคา US$ 10 /คืน ต่อรองกันสุดๆ ได้ราคาดีที่ US$ 8 แถมมีห้องน้ำในตัว
สะอาดปลอดภัยไปอีกเปลาะหนึ่ง ที่กลัวน่ะเราอาจจะเจอโรคไข้ต่างๆ เข้า กลัวจะไม่คุ้มกับโรงแรมสกปรกแห่งนั้น
จากที่ได้เล่าถึงค่าเงินของเอกวาดอร์มาคร่าวๆ แล้วว่าถูกเปลี่ยนมาใช้เงินสกุลดอลล่าห์
ข้าวปลาอาหารแพงกระฉูด ราคาทั่วๆ ไป ซุป 1 ถ้วย US$ 1.50 ส่วนอาหารดังในภาพประกอบนี้นั้นราคา
US$ 2.80 ต่อจาน ยังไม่รวมน้ำดื่ม ซึ่งราคารวมเบ็ดเสร็จตกอยู่ US$ 3.5 ต่อมื้อต่อคน
ถือว่าค่าครองชีพสูงมาก อาหารที่คนจนทั่วไปของเอกวาดอร์กินมักจะเป็นเมนูซ้ำๆ
กัน ราคาถูกๆและไม่มีเงินกินของดีๆ ซึ่งแพงมาก และที่สำคัญคนเอกวาดอร์มีเงินกินอาหารเพียง
1-2 มื้อต่อวันเท่านั้น หลังจากได้ที่พักเข้าที่เข้าทางแล้ว เราเริ่มดำเนินตามแผนที่วางไว้คร่าวๆ
ว่า เราจะนั่งเครื่องบินจากคิโต้ เมืองหลวงของเอกวาดอร์ไปยังเมืองคาลี (Cali)
เมืองทางใต้ของประเทศโคลอมเบีย
(Colombia) เพื่อหลบเลี่ยงดินแดนพื้นที่สีแดงที่มีผู้ก่อการร้ายเยอะนั่นเอง
ตกเย็นเราเดินไปเช็คตั๋วเครื่องบิน สอบถามราคาจะได้วางแผนได้ถูกต้อง สามารถขนจักรยานได้หรือไม่
อย่างไร ทำนองนั้น
เพราะอีกไม่นานเราจะเดินทางไปถึงคิโต้แล้ว การปั่นเพียง 10 วันกว่าๆน่าจะจบลงโดยเรียบร้อยสำหรับประเทศนี้
สายการบิน TAME เป็นสายการบินแห่งชาติของเอกวาดอร์ เป็นสายการบินที่ไม่ต้องเสียภาษีสนามบินขณะบินออกไปจากคิโต้
ไปยังเมืองคาลีของโคลอมเบีย เราเลือกที่นี่ ที่จะสอบถามข้อมูลประกอบการเดินทาง
โชคดีที่มีเจ้าหน้าที่สายการบินคนหนึ่ง พูดภาษาอังกฤษได้ เขาได้ให้ข้อมูลอย่างละเอียด
นามว่า นาย Estaban (เอสตาบัง) ทางเราสอบถามว่าเป็นไปได้ไหม ถ้าเราจะขอความสนับสนุนตั๋วเครื่องบินฟรี
หรือส่วนลดพิเศษ เขาก็ถามว่า ขอทำไม ทำไมต้องขอล่ะ เราบอกว่าเราปั่นจักรยาน
เราต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย จึงลองขอดู ทันทีนาย เอสตาบัง ก็ลุกขึ้นไปหยิบหนังสือพิมพ์
El Mercurio มาให้ดู
แล้วถามว่าในภาพนี้เป็นคุณ 2 คนใช่ไหม เราถึงกับตกใจ เพราะนึกว่าที่เขาถ่ายรูปไปเมื่อวานนั้นเขาคุยเล่นๆ
พอได้อ่านหัวข้อข่าวที่ว่า "Dos Tailandeses con una mision" ที่มีความหมายว่า
2 คนไทยกับ 1 ภาระ-กิจ และในข่าวยังบอกว่า เราสองคนเป็นเจ้าของโลกใบนี้อีกด้วย
นาย เอสตาบังได้มอบหนังสือพิมพ์ให้กับเรา แล้วบอกว่า พรุ่งนี้ให้ทำรายละเอียดมา
เขาจะช่วยแปลเป็นภาษาสเปนให้ คิดว่าน่าจะพอมีโอกาสได้รับความสนับสนุน ผมนึกขึ้นในใจและบอกกับคุณวรรณว่า
อยากได้ความสนับสนุนจากสายการบินมากเลย เพราะว่าชอบในความหมายสโลแกนของเขา
สายการบิน TAME มีสโลแกนว่า "Our dreams fly high in Ecuador" มันคล้ายกับที่เรากำลังทำอยู่
ฝันให้ไกล ต้องไปให้ถึง ผมบอกกับคุณวรรณและนาย เอสตาบังว่า ถ้าเราได้รับความสนับสนุน
TAME จริง ผมจะตั้งชื่อเรื่องงานเขียนของประเทศเอกวาดอร์ลงในเว๊ปไซต์ให้ตรงกับสโลแกนของ
TAME เลย รู้สึกดีกับคำนี้มาก ระหว่างเดินทางกลับที่พักในตอนเย็น ผ่านหน้าธนาคารแห่งหนึ่ง
บังเอิญเหลือบมองไปเห็นธนบัตรดอลล่าห์มหึมาริมผนังของธนาคาร เป็นรูปประธานาธิบดี
จอร์ช บุช ติดหนวดทำนองเดียวกับ ฮิตเล่อร์ ลองสอบถามคนทั่วไปว่าทำไมถึงมีรูปนี้
คำตอบบอกมาว่า พวกเขาไม่อยากใช้เงินดอลล่าห์กัน จึงได้มีการแสดงออกมาในแบบต่างๆ
อย่างมีศิลปะยิ่ง และน่าขำไปอีกแบบ
 |
 |
วันต่อมาเรารวบรวมข้อมูล เขียนจดหมายขอความสนับสนุนจากสายการบิน TAME
เป็นที่แล้วเสร็จ แต่นาย เอสตาบังไม่อยู่ พรุ่งนี้ต้องมาใหม่ เอาไปส่งและให้เขาช่วยแปลเป็นภาษาสเปนให้อีกที
วันนี้จึงพักผ่อนชมตลาด ที่อยู่หน้าประตูโรงแรมเลย ขายตั้งแต่เช้าตรู่จรดค่ำทุกวัน
ตลาดน่าสนใจมาก มีชาวอินเดียนมาขายของ ผัก ผลไม้ แต่งตัวสวยงาม สีสรรจับตาน่ามองอย่างไม่รู้เบื่อ
เดินไปแอบบันทึกภาพไป สาเหตุที่แอบบันทึกภาพนั้นก็เพราะว่า ถ้าเราเข้าไปถามขอถ่ายรูป
รับรองว่า ไม่มีทางได้ถ่ายเลย เพราะถ้าเป็นรูปเด็กๆ พ่อแม่เขาจะจับปิดหน้าทันทีที่ยกกล้อง
จากนั้นก็บอกว่าขอเงิน US$ 1-2 ถึงจะให้ถ่าย จากการแอบถ่ายทำให้ผมได้รับประสบการณ์อันเจ๊บปวดคือ
พอเขารู้ตัวว่าถูกถ่ายรูป เขาจะเอาเรื่อง หรือตะโกนด่าเราอย่างไม่พออกพอใจมากๆ
ทีแรกผมยังไม่เข้าใจว่าทำไม เธอแต่งตัวสวยๆ ฉันเป็นนักท่องเที่ยว จะถ่ายภาพเธอไม่ได้เหรอ
แต่พอค้นคว้าหาข้อมูลมาอ่านดู ทั้งสอบถามเจ้าหน้าที่การท่องเที่ยว ต่างบอกเป็นเสียงเดียวว่า
ชาวอินเดียนเขามีความเชื่อว่า ถ้าถ่ายรูปแล้วจะโชคร้ายนั่นเอง หรือบางคนสมัยใหม่หน่อย
เขากลัวเราจะเอาไปขายทำรายได้ เขาถึงขอเงินตอบแทนในทันที ถึงตอนนี้ก็ถึงบางอ้อแล้วครับ
บางคนที่จะโชคร้ายเป็นคนที่ถ่ายภาพเสียมากกว่า เพราะเขาตะโกนโวยวายเอาเรื่องกับเราลั่นตลาดทีเดียว
อันนี้เป็นข้อควรระวังอย่างยิ่งในการถ่ายภาพในประเทศเอกวาดอร์นะครับ
4 กรกฏาคม
2546
 |
 |
แต่เช้าเราไปหานาย เอสตาบัง ที่สายการบิน TAME เพื่อช่วยให้แปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาสเปน
และส่งต่อไปยังผู้บริหารระดับสูงของสายการบินในคิโต้ต่อไป เราตกลงจะโทรมาสอบถามความคืบหน้าเรื่อยๆ
ระหว่างปั่นจักรยานไปเรื่อยๆ เช่นกัน พอถึงคิโต้เราคงจะสอบถาม ที่สำนักงานใหญ่โดยตรงได้อีกทีหนึ่ง
ธุระลุล่วงไปอีกอย่าง
ช่วงบ่ายอากาศค่อยดีหน่อย ผมขอตัวคุณวรรณเดินไปรอบๆ เมืองเพื่อบันทึกภาพความงามของเควงข่า
ให้ทั่วถึงอีกหน่อย โบสถ์ตามจุดต่างๆ มีให้ดูหลายที่ ประเภทเก่าแก่ดีไซน์สวยงามมากทีเดียว
ส่วนตรงใจกลางพลาซ่านั้น เป็นสัญลักษณ์ที่มีโบสถ์สวยงามมากเป็นสมบัติตกทอดมาแต่สมัยสเปนปกครองที่นี่
ชื่อ Catedral De La Inmaculada ผ่านไปผ่านมาต้องไปดูให้ได้ที่จุดนี้ จุดอื่นๆ
ทั่วทั้งเมืองเควงข่าก็สวยจับใจไปหมด หมุนไปรอบๆตัวเห็นตึกอาคารเก่าแก่ ถนนปูด้วยหิน
เขายังคงอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี
ผู้คนเดินไปมาในเมืองเป็นชาวอินเดียน ช่างเหมาะเจาะ ทำให้นึกถึงบรรยากาศเก่าๆ
ก่อนๆ นับร้อยปี ยังคงสภาพไม่ต่างจากปัจจุบันนัก จะมีเพิ่มแปลกตาเข้ามาก็คือ
รถยนต์กระมังล่ะครับ
องค์การยูเนสโก้ ยกให้เมืองเควงข่า เป็นเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรม ดูแล้วสมควรแก่การยกย่องดังว่า
เสน่ห์มันตราตรึงใจยังไงชอบกลอย่างบอกไม่ถูก มองไปทางไหนอยากจะบันทึกภาพไปเสียหมด
กับความงดงามของเควงข่า
 |
เย็นนี้เราเตรียมพร้อมจัดสัมภาระเข้าที่
เพื่อเดินทางต่อในวันพรุ่งนี้ ธุระเสร็จลุล่วงไปหลายอย่าง ระยะทางข้างหน้ามีให้สำรวจอีกเยอะ
คุณวรรณเป็นคนหลับสนิทหลับง่าย
แต่ผมสิลำบากเพราะเมื่อตกดึก สองสามนาฬิกาของวันใหม่ ผมได้ยินเสียงปืนรัวตลอด
นานราวสามสี่ชั่วโมง นอนไม่หลับเลย ในใจตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น จุดนี้ก็ไม่ได้อยู่ไกล้ชายแดนเสียด้วย
ทำไมต้องเสียงปืนหรือมีการฝึกซ้อมอะไรกัน แผนการเดินทางล่ม ผมไม่มีแรงปั่นเนื่องจาก
นอนไม่เพียงพอจำเป็นต้องอยู่ต่อไปอีก 1 คืนที่เมืองเควงข่า เสียงที่ได้ยินเมื่อคืนผมบอกเล่าให้คุณวรรณฟัง
แต่ดูเหมือนว่าเธอจะไม่ค่อยใส่ใจกับมันนัก เหมือนกับว่าผมคิดมากไปหรือเปล่า
หรือคงจะไม่มีอะไรหรอก เราก็ยังไม่ได้ถามใครว่าเหตุการณ์นั้นคืออะไร
เมื่อพระอาทิตย์ลับฟ้าไปแล้ว ผู้คนจะหายไปหมด ไม่อยู่ตามท้องถนน นี่คือประเทศเอกวาดอร์ล่ะ
แสดงว่ามีอันตรายจริง
ตกค่ำคืนนี้สิ ตั้งแต่ไกล้เที่ยงคืนไป เสียงปืนเริ่มดังเป็นชุดๆ เข้าไกล้หูเรามาเรื่อยๆ
เสียงปืนดังไปทั่วเมือง จุดที่เราพักอยู่ติดกับตลาดแหล่งกบดานของมิจฉาชีพเยอะ
ตำรวจออกปราบปรามทั้งคืน มีบางคนหน้าตาน่ากลัว วิ่งเลิ่กลั่กเข้ามาเคาะประตูโรงแรม
เข้ามาพักตอนดึกๆแบบนี้ เป็นเหตุผิดปกติวิสัยยิ่งนัก ห้องพักเราอยู่ชั้นล่างไกล้ประตูทางเข้าออกเสียด้วย
ผมกับคุณวรรณแหวกม่านแอบดู รู้สึกใจเต้นแรงขึ้น คุณวรรณเข้าใจแล้วว่า
เหตุการณ์ในเอกวาดอร์ชักจะไม่ธรรมดาซะแล้วสิ เป็นอันว่า เราอยู่ต่ออีก
1 วัน เพราะไม่หลับเลยทั้งคืน กลัวกังวลขึ้นมาจับใจ พยายามสอบถามผู้คนที่พอไว้ใจได้
เขาบอกว่าผู้ร้ายมันเยอะ กลางคืนตำรวจออกปราบปรามกวาดล้าง และยังจะปราบปรามอีกหลายคืนด้วย
ความกังวลใจมีอยู่มิน้อย กลางคืนไม่มีผู้คนเดินเลยในเมือง แล้วตำรวจไปปราบปรามผู้ร้ายตรงไหนกันล่ะ
มันน่าสงสัยเสียจริง.. กับเสียงปืนตลอดทั้งคืน
.......................................
|
| |
 |
 |
อ่านต่อหน้า 2
|