นิวซีแลนด์... แดนกีวี ถิ่นเมารี
หน้า 1 | 2 | 3



๑ กันยายน ๒๕๔๕


เครื่องบินของสายการบินแอร์นิวซีแลนด์ ได้พาเราสองคนเดินทางจาก ซิดนีย์ (Sydney) ประเทศออสเตรเลีย มุ่งข้ามทะเลไปยังเกาะเหนือ ของนิวซีแลนด์ (New Zealand) จุดหมายคือเมืองโอ๊คแลนด์ (Auckland) เวลาของหน้าหนาวได้หมดลง ต่อจากนี้ไป.. จะเป็นสปริงหรือฤดูใบไม้ผลิ นั่นเอง เหตุที่เราสองคนแพลนไว้ดังนี้ ก็เพื่อจะลดความหนาวลงบ้าง ถ้าเดินทางมาในช่วงหน้าหนาว จะทำให้ยากต่อการปั่นจักรยานเป็นที่สุด ฤดูใบไม้ผลิก็แทบจะไม่มีใครๆ เข้ามากันเท่าไหร่เลย ส่วนใหญ่จะมาหลังจากนี้ เพียงเล็กน้อย คือช่วงหน้าร้อน แต่เราสองคนได้วางแผนต่อไปนั้น จะเป็นหน้าร้อนในประเทศชิลี (Chile) ดีกว่า เพื่อให้ทุกอย่างราบรื่นต่อเนื่อง ครับ

สองชั่วโมงอยู่บนเครื่องบิน หลังจากลาคุณป้าต้อยแห่งซิดนีย์แล้ว เรายังเหนื่อยกับการทำธุระ ที่ขลุกขลักในวันนี้เป็นอย่างมาก ตั๋วที่จะเดินทางจากนิวซีแลนด์ ถูกกำหนดไปประเทศชิลีในวันที่ ๒๙ พ.ย. ปีนี้แน่นอน เวลาที่เหลือช่วงนี้จะเป็นเวลาของเรื่องราวในนิวซีแลนด์ล้วนๆ ถึงแม้ว้าเราจะทุลักทุเล ลำบากกับหลายอย่าง แต่เราลาคุณป้ามาด้วยความสุข อิ่มเอิบใจยิ่ง

นิวซีแลนด์... เราสองคนได้รับการต้อนรับอย่างดีเยี่ยมจากคุณ Jill Newson พี่สาวใจดีแห่งโอ๊คแลนด์ เราไม่เคยเจอหน้าตากันมาก่อนเลย ไม่เคยรู้จักมักคุ้นกันมาก่อน แต่เราเชื่อใจต่อกัน เธอเคยเดินทางไป ทำงานในเมืองไทย อยู่กับมันฝรั่ง มั้น..มัน ๑ ปี เธออีเมล์บอกกับเราสองคนว่า เมื่อใดถึงนิวซีแลนด์เขายินดีต้อนรับ และยินดีให้ที่พักที่บ้านในเมืองโอ๊คแลนด์ เธอส่งข่าวล่วงหน้ามาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ซึ่งขณะนั้นเรายังปั่นอยู่ใน South Australia อยู่เลย

ด่านตรวจคนเข้าเมืองจัดการตรวจ นำสุนัขมาดมกระเป๋าทุกใบ อย่างละเอียด สุนัขได้กลิ่นอาหารที่เราเคยใส่ขณะเดินทาง จึงเป็นปัญหานิดหน่อย แต่ทุกอย่างราบรื่นดี พอเข็นสัมภาระออกมาถึงลานข้างหน้า คุณ Jill ที่คอยชะเง้อมองเราอยู่แล้ว เข้ามาทักทายแนะนำตัว เธอได้เอารถเก๋งแวน มาช่วยขนสัมภาระเดินทางเข้าโอ๊คแลนด์ และทราบมาว่า เธอต้องไปยืมรถของเพื่อนมาเพื่อบริการเราสองคน รถของเธอนั้น คันเล็กไปหน่อย แต่ใจของเธอโตจัง...

ประมาณ ๓๐ นาที ที่เราเดินทางเข้าเมืองพร้อมๆ กับพระอาทิตย์กำลัง ลับขอบฟ้า สาดแสงสีทองสวยงามจับใจ เราถึงบ้านหลังน้อยใต้หลังคา อยู่แถวถนน Ponsonby ซอยแยก Picton เงียบบรรยากาศดี มองเห็นทิวทัศน์ของโอ๊คแลนด์ได้เต็มๆ เห็นสกายทาวเวอร์ อย่างถนัดตา เป็นบ้านที่สวยงามยิ่งนัก คุณ Jill ได้ทำอาหารให้เรากินกัน ยินดีต้อนรับเราสู่บ้าน และมอบกุญแจบ้านให้เราถือไว้เลย ตลอดเวลาที่อยู่ในนิวซีแลนด์ เธอก็บอกว่า ให้ทำตัวเหมือนบ้านตัวเอง เป็นเพราะว่าเธอมีงานมาก เวลามีน้อย หลายครั้งเธอต้องเดินทางไป Wellington บ้าง ไปซิดนีย์บ้าง บ้านนี้จึงเป็นของเราไปโดยปริยาย

 


๑๑ กันยายน ๒๕๔๕

เวลาในโอ๊คแลนด์ ๑๐ วันนั้นมีค่าต่อเรายิ่ง บ้านพักก็ดี อยู่ใกล้ใจกลางเมืองก็ดี เวลาที่ใช้ไปช่วงนี้หมดไปกับธุระเรื่อง กำหนดวันเดินทางจากเกาะเหนือไปเกาะใต้อย่างละเอียด หาแผนที่ดีๆ หาข้อมูลเส้นทางจักรยานซึ่งมีครบถ้วนและพร้อมมากสำหรับ ประเทศนิวซีแลนด์ จัดหาตั๋วเรือที่จะข้ามฟากจากเกาะเหนือไปเกาะใต้ ถ้าไปซื้อที่ท่าเรือทีเดียว ราคาจะเต็มร้อยเปอร์เซนต์ ส่วนถ้าซื้อล่วงหน้า จะมีส่วนลดถึง ๓๐ เปอร์เซนต์ แต่ต้องกำหนดวันให้ชัดเจนแน่นอน ตั๋วเครื่องบินที่จะบินกลับจากเมืองควีนส์ทาวน์ (Queenstown) มายังโอ๊คแลนด์ อันนี้ยิ่งสำคัญมาก ราคาซื้อปกติประมาณ NZ$ 440 ถ้าซื้อล่วงหน้า จัดตารางการเดินทางดีๆ จะเหลือเพียง NZ$ 118 เท่านั้น เราโชคดีที่มีเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำ หรือไม่ลองค้นหาทางเว๊ปไซต์ ของสายการบินภายในประเทศนะครับ เขาจะบอกราคาว่า เดินทางวันไหนราคาเท่าไหร่ จะเป็นการประหยัดมาก ตั๋วเรือข้ามฟาก ซื้อได้ที่ Information Center ถ้าแพลนลงตัวจะลดค่าใช้จ่ายไปมากโขเลยครับ

เราออกเดินทางโดยปั่นจักรยานออกจากบ้านของคุณ Jill มุ่งหน้าไปที่สถานีรถไฟ New Market เพื่อนั่งรถไฟออกจากโอ๊คแลนด์ ถามว่าทำไมถึงนั่งรถไฟล่ะ… ไม่ปั่นหรือ มีคำตอบแน่นอน.. นี่สำคัญมาก ที่ละเลยไม่ได้ โอ๊คแลนด์เป็นเมืองใหญ่มาก อีกทั้งเมืองไม่ค่อยจะมีที่ราบ การปั่นออกไปสู่ชานเมืองยากมาก ทุกตำราบอกว่าให้นั่งรถไฟ ร้านจักรยานทุกแห่งก็บอกเช่นนั้น ถ้าปั่นเผลอๆ หลงขึ้นสู่ไฮเวย์ นั่นจะยุ่งกันไปใหญ่ ค่าปรับถึง NZ$1000 ถึงขั้นต้องยกเลิกทริปนี้กันไปเลยล่ะ เพราะงบกินข้าวจะไม่มีเอา... ประชากรของนิวซีแลนด์มีไม่มาก แค่เพียง ๓.๗ ล้านคน ครึ่งหนึ่งของประชากรอยู่ที่โอ๊คแลนด์นี่แหล่ะครับ เมืองถึงใหญ่ขนาดนี้ และเป็นที่รู้จักมากกว่าเมืองหลวง Wellington เสียอีก

รถไฟบริการดีมาก เจ้าหน้าที่ช่วยยกจักรยาน ชี้จุดให้จอดเสร็จสรรพ พูดคุยอย่างเป็นมิตร รถไฟชื่อ Tranz Metro นั่งจาก New Market ไปชานเมืองโอ๊คแลนด์ ที่สถานี Papakura คนละ NZ$ 6 ราคาเอาเรื่องเหมือนกัน ค่าแลกเปลี่ยนเงินนิวซีแลนด์เป็นเงินไทย และเป็น US$ คร่าวๆดังนี้ ง่ายๆ NZ$ 1 = 20 บาท , NZ$ 2.25 = US$ 1 เกือบๆชั่วโมง รถไฟก็มาถึงสถานี Takanini เราลงที่นี่ก่อนถึง Papakura ๑ ป้าย พนักงานส่งสัญญาณ บอกคนบังคับรถไฟให้จอดนานหน่อย ให้เวลาเราสองคนขนจักรยานลงอย่างช้าๆ แหม.. ช่างน่ารักเสียจริง

ฝนเทลงมาอย่างหนัก เรายังไม่ทันจะหมุนตัวไปไหนเลย น้ำเจิ่งนองอย่างรวดเร็ว เราพักอยู่ในเพิงของสถานีรถไฟร่วมสองชั่วโมง อ่านหนังสือหมดไปเป็นเล่มๆ ก็ยังไม่หยุด มีเบาบ้างหนักบ้างสลับกันไป ทำอะไรต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ค่อยๆ ปั่นออกไปหาที่พักเสียก่อน วันนี้คงไปไม่ไหวแน่เลย ก็อย่างนี้แหละ นิวซีแลนด์ถึงได้เขียวทั้งปี มอเตอร์แคมป์ (Motor Camp) เป็นที่พักของคนเดินทาง ราคาไม่แพง มีห้องครัว ห้องน้ำครบ เราเข้านอนในรถคาราวานเล็กๆ ในมอเตอร์แคมป์ ไม่ไกลจากสถานีรถไฟนัก คืนนี้ผมเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำรวม ถือโอกาสเข้าส้วมซะด้วยเลย กลางคืนจะได้ไม่ลำบาก เดินไปเดินมากลางสายฝนหลายรอบ ผมตกใจแทบแย่เมื่อดึงกระดาษชำระ ออกมาใช้จากกล่องข้างผนัง เข็มฉีดยาหล่นตุ๊บ.. ลงใกล้ๆ ทำให้ผมนึกไปถึงความไม่ปลอดภัยขึ้นมาทันที เพราะสังเกตเห็นหลายคน จดๆ จ้องๆ เมื่อเราเข้ามาพักที่นี่

เช้าวันต่อมา... เมื่อผมไปเข้าห้องน้ำอีกรอบ สังเกตได้ว่าห้องส้วมห้องนั้น มีคนอยู่และทำธุระนานมาก จึงพอจินตนาการได้ว่า มีอะไรเกิดขึ้น เราสองคนรีบเดินทางต่อไป ไม่เก็บอะไรมาใส่ใจมากนัก ทุกที่ย่อมมีดี ไม่ดี คอยดูคอยหลบเอาเองจะดีกว่า พอเข้าสู่การเดินทางอย่างเต็มตัว เรากลับได้พบกับชนบทที่สวยงาม มีทุ่งเขียวๆรอบด้าน มีแกะมากมายหลายพันธุ์ มีหน้าขาว หน้าดำ มีวัวเนื้อ วัวนม ให้ชมอย่างเพลิดเพลิน แกะและวัวของนิวซีแลนด์ ต่างจากของออสเตรเลียเล็กน้อย ที่นี่.. จะไม่ตื่นคน เฉยๆ เมื่อเจอนักท่องเที่ยว คงเจอมาเยอะกระมัง ที่ออสเตรเลีย.. พอเห็นนักท่องเที่ยวเป็นไม่ได้ กระโจนหนีเลย

ถนนที่เราสองคนเลือกใช้ในช่วงนี้ หลังจากสุดสถานีรถไฟ Papakura มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกทาง Kawakawa Bay เลียบอ่าวไปยัง Miranda จึงพักที่นี่ ๑ คืน ที่พักมีน้ำพุร้อนให้อาบ เป็นแบบแบกแพคเกอร์ เมื่อตอนเย็นได้เจอกับนักจักรยานชาวสกอตแลนด์ มีอาชีพเป็นสัตวแพทย์ ลางานมาปั่นจักรยาน ๑ ปี... ๑ ปีในนิวซีแลนด์ .. อู้ฮู.. นานมาก เขายังเล่าว่า ที่มาในช่วงใบไม้ผลิมันเป็นเวลาที่ดีสำหรับเขา ส่วนเราสิ.. ลำบาก มันหนาว...!!!

๑๓ กันยายน ออกจาก Miranda เลี้ยวขวาเข้าสู่ Ngatea ตามถนนสาย ๒ ส่วนหนุ่มสกอต เขาตรงต่อไปทางเมือง Thames โบกมือลากันตรงทางแยก ต่างคนต่างไป เมือง Waihi เป็นเมืองต่อไป ที่เราปั่นมาถึงเย็นนี้ เส้นทางไม่ยากมากนัก สองข้างทางเป็นเชิงเขา มีเฟิร์นยักษ์เต็มไปหมด อดนึกถึงเมืองไทยไม่ได้ หาดูยาก ที่นี่.. มีถมไป มีให้ดูหลายแบบ หลายพันธุ์เสียด้วย และเฟิร์นก็ยังเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของนิวซีแลนด์ เขาเรียกว่า Silver Fern เฟิร์นสีเงิน มองไปเท่าไหร่ก็มองไม่รู้หรอกครับ ต้องเข้าไปดูใกล้ๆ เฟิร์นสีเขียวนี้แหละ... พอพลิกดูใต้ใบ จะเป็นสีเงิน มีจริงครับ.. สวยมาก ชาวนิวซีแลนด์ใช้เป็นสัญลักษณ์ แทนประเทศเขาในหลายๆ โอกาส เมือง Waihi มีมอเตอร์แคมป์เล็กๆ อยู่ริมเชิงเขา ราคาพอไปได้ คุณลุงเจ้าของที่พักรู้จักเมืองไทยดี จึงให้ส่วนลด ตามคำขอร้องของคุณวรรณ พร้อมยิ้มหัวเราะอย่างเอ็นดูต่อเราสองคน


ยังคงอยู่บนถนนสาย ๒ เช้านี้เราออกจาก Waihi มุ่งสู่ Katikati จุดนี้ถนนเริ่มเลียบทะเลอีกครั้ง มีทิวทัศน์สวยงามมาก ฝูงแกะมีให้เห็นมากขึ้น ผสมกับฟาร์มปลูกลูกกีวี ซึ่งตอนนี้หมดฤดูไปหมาดๆ อาโวกาโดก็มีให้เห็นเยอะแยะ เป็นของประจำชาตินิวซีแลนด์เขาทั้งนั้นเลย มาจบวันที่เมือง Tauranga เมืองขนาดใหญ่ทางฝั่งตะวันออก ของเกาะเหนือ

 


๑๕ กันยายน ๒๕๔๕


มีถนนให้เลือก ๒ เส้นทาง จาก Tauranga ไป โรตารัว (Rotorua) เป็นเมนไฮเวย์สายเดิม และทางย่อยตัดตรงผ่าน Pyes pa ทางนี้เราเลือกเนื่องจากสั้นกว่า แต่เส้นทางชันและลำบากกว่า ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้น ถนนเริ่มใต่ขึ้นเรื่อยๆ พอออกจาก Tauranga ช่วงแรกธรรมดาๆ พอเลย ๒๐ กิโลเมตรไปแล้ว ความชันยิ่งเพิ่มมากขึ้น บางจุดต้องเข็น ปั่นไม่ไหว... ลิ้นห้อยครับ มีทางลูกรัง ฝุ่นตลบช่วงนึง ต้องแข่งกับรถที่ผ่านไปมา พาฝุ่นเข้าเต็มจมูกเต็มปาก ถนนชันมากเพียง ๒๐ กิโลเมตร จากนั้นเราได้รับโบนัส ทางลงมาถึงแล้ว ๒๕ กิโลเมตร ถึงจะสู่จุดหมาย โดยถนนมาร่วมกันกับไฮเวย์หมายเลข ๕ ไปอีกไม่ไกลก็เข้าสู่ใจกลางโรตารัว เมืองที่ใครๆ ก็ต้องมา ถ้ามาถึงเกาะเหนือ นิวซีแลนด์แล้ว
   
มีนักท่องเที่ยวมาเยอะที่เมืองนี้ มีหมู่บ้านชาวเมารีให้ดู มีน้ำพุร้อนเต็มเมือง มีเยอะชนิดว่า มองไปทางไหนก็เห็นควันขาวๆ เหมือนกับเมืองแห่งโรงงานอุตสาหกรรม มีน้ำแร่ให้อาบหลายที่ ตามที่พักราคาแพงๆ จะบริการอาบน้ำแร่ไปในตัว ที่ตั้งของเมืองอยู่รอบบริเวณ ทะเลสาบขนาดใหญ่ มีประวัติศาตร์ยาวนาน เรื่องของชาวเผ่าเมารี เหตุนี้เองที่ทำให้นักท่องเที่ยวมาโรโตรัวกันอย่างไม่ขาด และควันขาวๆ ที่มีอยู่ทั่วเมืองนั้น เขาบอกว่า.. เมืองนี้คือเมืองแห่งภูเขาไฟ ที่ยังคุกรุ่นอยู่ ที่ใหญ่ที่สุดของโลกด้วย รอบๆ บ้านมีแต่ก๊าซไข่เน่าครับ คนที่นี่คงชินกับกลิ่นนี้แล้วล่ะ อยู่มาหลายชั่วอายุคน ก่อนนอนในแบกแพคเกอร์ใจกลางเมืองโรโตรัว เราได้เดินไปกินอาหารแมกซิกัน คาดหวังจะได้รสชาติเผ็ดซักหน่อย แต่ไม่เป็นดังคิด มีแต่เนย มันๆ เลี่ยนๆ ไม่สไปซี่ดังสรรพคุณบอก

มีเวลาอยู่เพียงสั้นๆ คืนเดียวในโรโตรัว เวลาการเดินทางของการนั่งเรือ ไปเกาะใต้บังคับและเวลาของการกลับ จากควีนส์ทาวน์สู่โอ๊คแลนด์บังคับ ทำให้ดูอะไรได้ไม่มากกว่านี้ แต่ถ้าจบการปั่นที่เมืองควีนส์ทาวน์แล้ว คงจะมีโอกาสมาเยี่ยมใหม่ก็จะดี ออกจากโรโตรัว จุดต่อไปคือ เตาโป (Taupo) ใช้ถนนสาย ๕ เป็นสายที่ตรงและมีจุดท่องเที่ยวให้ดูเยอะ เมืองเตาโปเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวสูงสุด ของเกาะเหนือนิวซีแลนด์ เลยทีเดียว จะเป็นอย่างไรเราค่อยๆ ไปดูกันว่า จริงเท็จประการใด ถนนช่วงนี้ยังขึ้นๆ ลงๆ แต่ไม่ถึงกับลำบากมากนัก ปั่นสบายๆ ชมความงามของธรรมชาติกันไป ถนนสายนี้เป็นที่ตั้งของน้ำพุร้อนถึง ๒ จุด ป้ายบอกทางถึงมีรูปน้ำพุเป็นสัญลักษณ์ให้ดูอย่างชัดเจน

 


๓๐ กิโลเมตรจากโรโตรัว บนถนนสาย ๕ แห่งนี้ เป็นที่ตั้งของน้ำพุร้อน Wai-O-Tapu อยู่ทางซ้ายมือ เลี้ยวเข้าไปชมได้ง่าย ห่างจากถนน ๒ กิโลเมตร และทางออกด้านหน้าห่างจากถนน ๑ กิโลเมตรเท่านั้นเอง ถนนเป็นทางเล็กๆ ปั่นสะดวก ภายในจะมีอาคารบริการ ขายของที่ระลึกแลออกตั๋วให้เดินชมได้ ราคาแพงอยู่หรอกครับ NZ$ 15 แต่ก็คุ้มค่า มีจุดให้เดินชมมากมาย หลายสิบจุด เดินเร็วๆคงต้องใช้เวลาถึง ๒ ชั่วโมง ถ้าใครเป็นคนเดินช้า ชมเยอะก็ย่อมนานกว่านั้น เราเป็นห่วงจักรยานมาก กลัวไม่ปลอดภัย จึงได้ขออนุญาตพนักงาน ขอเก็บจักรยานภายในอาคาร ใกล้ๆ กับเคาน์เตอร์นั่นเอง เขายินดีรับฝากพร้อมให้ส่วนลดคนละ ๑ เหรียญด้วย เมื่อได้ตั๋วแล้วจะมีคู่มือดูอย่างละเอียด มีแผนที่บอกจุดของน้ำพุร้อนแต่ละจุด มีความแตกต่างกันมาก มีเส้นทางการเดินบอกแม้กระทั่งว่า เดินกี่นาทีในแต่ละจุด ไปและกลับทางไหนสะดวกมากครับ เราสองคนประเภทเดินช้า จึงต้องเสียเวลานานหลายชั่วโมง กว่าจะรอบทุกจุดได้ ยังมีดินเดือดอีกจุดหนึ่งที่เราไม่ได้ไปดูในวันนี้ เพราะไม่ได้ตั้งอยู่ในจุดเดียวกัน ทางออกก็เป็นคนละทาง จึงจำใจฝากไว้ก่อน อีกเช่นเคย เรากลับเข้าสู่ถนนสาย ๕ ดังเดิม สองข้างทางก็มีฟาร์มห่างๆ มีโรงงานผลิตภัณฑ์ขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนช่วงนี้ด้วย มองไปคล้ายๆ โรงไฟฟ้า แต่กลิ่นนมและรถส่งนมชี้ชัดเรื่องราวได้ดี

เวลาของเราวันนี้ สูญเสียไปกับการชมความงาม ของน้ำพุร้อน Wai-O-Tapu หลายชั่วโมง จุดหมายจึงพลาด ที่จะไปถึงเตาโปให้ทันภายในวันเดียว ช่วงท้ายๆ ของการเดินทาง ถนนเริ่มใต่ขึ้นอย่างช้าๆ สองข้างทางมีป่าสนยาว นับสิบกิโลเมตร เราไปไม่ทันจริงๆ จึงได้หาที่แคมป์กัน ริมชายป่าสนข้างทางไปก่อน ๑ คืน อีก ๒๐ กิโลเมตรเท่านั้นจะถึงเตาโป อากาศค่อนข้างหนาว มีน้ำค้างเยอะ แต่ก็รู้สึกอบอุ่นใจที่ประเทศนิวซีแลนด์ ไม่มีงู เป็นเรื่องจริง.. ไม่มีเลย แม้แต่ชนิดเดียว ไม่มีแมลงมุมพิษ ตัวเล็กธรรมดาก็พอมีบ้าง เป็นเกาะมหัศจรรย์ก็ว่าได้ แต่บางคนก็บ่นว่า เดี๋ยวนี้มีแล้วนะ.. งูมาจากหลายประเทศ ที่ส่งของมาขึ้นท่าเรือ งูจึงโดยสารมาเที่ยวนิวซีแลนด์กับเขาด้วย ชาวนิวซีแลนด์บ่นให้ฟังอย่างนั้น เอ้อ.. ทุกอย่างก็ย่อมเป็นไปนะ ทำไงได้ล่ะ ต่อไปต้องบอกว่า ประเทศนิวซีแลนด์พอมีงูบ้างกระมังครับ


ก่อนถึงเตาโปยังมีจุดน่าสนใจอีกแห่งที่พลาดไม่ได้เลย คือ Huka Falls สวยมาก เสียงดังกระหึ่มของสายน้ำ Waikato ที่ไหลจากทะเลสาบเตาโป ไปทางทิศเหนือ เป็นสายน้ำเส้นเลือดของเกาะเหนือล่ะครับ น้ำสะอาดสะอาดใสปิ๊ง ไม่มีขุ่นมัว ไม่มีขยะ มีแต่สีเขียวรอบๆ ตัดกับสายน้ำขาวเป็นฟอง ตรงใกล้ๆกันนี้มีการเล่นเรือ Jet Boat ชื่อว่า Huka Jet เราสองคนแวะไปดู ตามคำตื้อของผมเอง เหตุเพราะว่า.. ผมชอบเรือเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพียงอยากไปดูว่า เขาเล่นเรือประเภทผาดโผน หวาดเสียว หมุนได้ ๓๖๐ องศา เป็นยังงัยกัน นักท่องเที่ยวเยอะมากมาใช้บริการเรือ Huka Jet แห่งนี้ มีความมัน สนุก ปลอดภัยสูง กับสตาฟที่ผ่านการฝึกมาอย่างดี เรือที่ใช้ก็เหมาะกับประเภทของงาน เหมาะเจาะจริงๆ เห็นแล้วตื่นเต้น อยากลงไปนั่งด้วย คุณวรรณให้ผมลงไปคนเดียว เธอจะอยู่บนฝั่งขอเป็นผู้ชม ผมไม่เห็นด้วย ถ้าลงก็ต้องสองคนสิครับ เดี๋ยวกลัวว่าจะเล่าเรื่องไม่ตรงกัน เราเถียงกันอยู่นานหาข้อสรุปไม่ได้ เหตุเพราะต้องการประหยัด รู้สึกแพงไปหน่อยสำหรับเราสองคน สนุก ๓๐ นาที จ่ายตั้งร่วม ๓,๐๐๐ บาท ใจหนึ่งอยากร่วมสนุกด้วย ใจหนึ่งอยากเก๊บเงินไว้ใช้ประโยชน์อื่นดีกว่า คุณวรรณตัดสินใจถามเจ้าหน้าที่ว่า เราขอส่วนลดได้ไหม เราอุตส่าห์ปั่นจักรยานมาเพื่อจะลงเรือ แต่ต้องการประหยัด พนักงานยิ้มอย่างเป็นมิตร ถามว่าเราสองคนเดินทางมาจากไหนกัน เราถึงเล่าให้ฟังว่า เดินทางมาจากเมืองไทย ผ่านมาแล้วหลายประเทศ ขณะนี้มาถึงนิวซีแลนด์แล้ว ทันทีเขาก็เปิดเว๊ปไซต์ของเรา ถามและหยอกล้อแกมเล่นๆ ว่า ถ้างั้น... เธอสองคนก็ผ่านทะเลทราย Nullabor ในออสเตรเลียมาแล้วสิ แสดงว่า.. เธอ "Eat everything" กินทุกอย่างใช่ไหม.. แล้วหัวเราะลั่น พร้อมกับพูดถึงประเทศไทยว่า เขาไปกันบ่อย มีเพื่อนๆ แถวกระบี่เยอะ ชอบไปปีนหน้าผากัน โอเค.. เธอสองคนลงเรือฟรี พร้อมทั้งยื่นตั๋วให้ลงชื่อเราสองคนเรียบร้อย ตะลึงไปเลยครับ แอบดูชื่อเราสองคนในเว๊ปไซต์ ให้ตั๋วฟรี อย่างนี้จะไม่เล่าถึงได้อย่างไรกัน

สนุกมาก สุดสุด สุดเหวี่ยง ตอนแรกเขาให้ใส่เสื้อกันฝน ทับด้วยชูชีพ สามารถนำกล้องถ่ายรูปไปได้ด้วย รับประกันว่าปลอดภัย แต่วีดีโอไม่อนุญาต เพราะทุกคนต้องตั้งสติให้ดีๆ ขณะนั่งบนเรือจะอนุญาตให้ถ่ายรูป ก็ต่อเมื่อกัปตันสั่ง ทุกอย่างจึงสนุกและปลอดภัย เรือเริ่มแล่นออกจากท่า กัปตันแนะนำให้รู้จักกับสายน้ำ Waikato ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร พร้อมกับตักน้ำมาให้ดูว่า ใสสะอาดขนาดไหน จากนั้นก็เริ่มบรรเลง แล่นเรือไปตามสายน้ำ วิ่งปาดไปตามริมชายฝั่งชนิดเบียดขอบเฉียดฉิว ตามพุ่มไม้ริมน้ำ จุดแล้วจุดเล่า แค่นี้ยังไม่พอ มีหมุน ๓๖๐ องศาอีก ทุกคนในเรือส่งเสียง.. กรี๊ดลั่นอย่างสนุกสนาน ไคลแมกซ์ เรือแล่นไปถึงน้ำตก Huka Falls ชมสายน้ำขนาดใหญ่ไหลกระหึ่ม โชว์พลังแห่งธรรมชาติ เรือเข้าไปไกล้รับละอองน้ำ สัมผัสถึงพลังแห่งสายน้ำได้อย่างดี เรือวิ่งวนชมอยู่นานพร้อมกับอนุญาตให้ถ่ายรูป หมุน ๓๖๐ องศาอีกครั้งหนึ่ง ถึงแล่นเรือกลับจุดสตารท์ที่ท่าเรือ สนุกสุดเหวี่ยง พอขึ้นฝั่ง เจ้าหน้าที่ยังมอบรูปถ่ายให้ พร้อมกับฟรีอีกแล้ว เราขอบคุณในความมีน้ำใจ ของ Huka Jet เป็นอย่างสูง ที่ทำให้เราสนุกร่วมกัน ถ้ามีอะไรเพิ่มเติม ลองเข้าไปดูใน www.hukajet.com ซิครับ จะได้ข้อมูลละเอียดขึ้นเยอะ คุณวรรณยังไม่เดินทางต่อในทันที เธอนั่งพักอยู่นาน.. ผมเผ้ากระเซิง หน้าตาเหม่อๆ เพราะว่าเธอเมาเรือนั่นเอง แต่เธอก็ยอมรับว่า สนุกและมันสุดๆ


สนุกมันกับ Huka Jet แล้ว จุดหมายใกล้ๆคือ เตาโป ก่อนถึงเมืองเล็กน้อย จะมีจุดชมวิว สามารถมองเห็นเมืองอยู่เบื้องล่าง มองเห็นทะเลสาบเตาโปถัดออกไป ด้านหลังสุดเป็นภูเขาที่มียอดหิมะชื่อ Ruapehu ผมขอถ่ายภาพนี้ทันที เหตุเพราะว่า.. มันสวยและประกอบกับว่า ผมไม่เคยเห็นภูเขาหิมะมาก่อนเลยในชีวิต คุณวรรณได้แต่อมยิ้มเล็กน้อย ที่เห็นผมลุกลี้ลุกลนอยากถ่ายภาพ คุณวรรณเคยเห็นเคยสัมผัสมาแล้ว คงจะธรรมดาไป ผมสิมันอยู่ในความทรงจำเลยล่ะว่า ครั้งแรก.. ได้เห็นที่ เมืองเตาโปแห่งนี้

ถนนลาดลงสู่เมืองเตาโป เป็นที่ตั้งของทะเลสาบชื่อเดียวกัน เป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดของประเทศนิวซีแลนด์ เมืองเตาโปตั้งอยู่รอบๆ ทะเลสาบ เป็นเมืองขนาดไม่ใหญ่จนเกินไป มีซุปเปอร์มาร์เกตให้ซื้อของตุนเก็บไว้เป็นเสบียง ก่อนจะปั่นผ่านเมืองไป ในเย็นนี้ จัดของทุกอย่างเรียบร้อย ออกจากซุปเปอร์มาร์เกต ปั่นผ่านใจกลางเมือง ผ่านหน้าทะเลสาบเตาโป ถนนกำลังเลี้ยวไปทางซ้าย มุ่งหน้าสู่เมืองเนเปียร์ (Napier) พอดีเหลือบไปเห็นร้านอาหาร Asian Noodle House คุณวรรณชวนเข้าไปกินอาหาร รสชาติเอเชีย ก่อนจะเดินทางต่อ เข้าไปสั่งอาหารกินคนละจาน รสชาติสไตล์ไทยๆอร่อยมาก พนักงานสอบถามว่า เราสองคนเป็นใคร จะไปไหนกัน พอเล่าให้ฟัง พนักงานก็เชิญเจ้าของร้านมาคุยด้วย คือ คุณ นลิส กับ คุณ นภรัตน์ เป็นคนไทยนั่นเอง บ้านเดิมอยู่จังหวัดตราด มาอยู่ที่นี่ร่วมจะ ๓๐ ปีแล้ว คุณ นลิส สอบถาม คุยอย่างเป็นกันเอง สั่งให้พนักงานคืนเงินค่าอาหาร แก่เราสองคนทันที เขาภูมิใจที่เราทำโครงการแบบนี้ รู้สึกดีกับความเป็นคนไทย คุณ นลิส ยังให้การสนับสนุนเป็นเงินใส่กระเป๋า ไว้กินขนมอีกเล็กน้อยด้วย แกช่างมีน้ำใจจริงๆ แกคยั้นคยอให้พักต่อที่นี่ก่อน อย่าเพิ่งรีบไปเนเปียร์วันนี้เลย จะได้คุยกันมากกว่านี้.. มิตรภาพมัดแน่นตรึงให้เราหยุดปั่นในทันที คุณนภรัตน์ขับรถนำ เราปั่นจักรยานตาม ไปยังบ้านให้เราเก็บจักรยานเข้าที่อย่างปลอดภัย เราถึงได้สนุกอยู่กับครอบครัวคุณ นลิสกับคุณ นภรัตน์ เสียหลายวัน ช่วยงานเท่าที่มีความสามารถ แต่ส่วนใหญ่เป็นฝ่ายดูมากกว่า คุณนลิสบอกว่า เรามาอยู่ที่นี่ แกก็มีความสุขแล้ว.. ใช่.. เราสองคนก็มีความสุขเช่นกัน


 

 

๒๒ กันยายน ๒๕๔๕

อยู่เตาโปถึง ๕ วัน ได้มีเวลากลับไปโรตารัวอีกรอบ ไปดูดินเดือดที่ติดค้างไว้ คุณนลิส กับครอบครัว เป็นเจ้าภาพจัดงาน ครบรอบคล้ายวันเกิดให้กับคุณวรรณ พร้อมเชิญเพื่อนๆ ของครอบครัว มาร่วมด้วย เป็นบุฟเฟ่ต์ คุณวรรณรู้สึกปลื้มใจยิ่งนัก เราอยู่เตาโปหลายวัน เหตุเพราะไม่สะดวกที่จะไปไหนมาไหนสักเท่าไหร่ ฝนตกเช้าตกเย็น เราไม่มีเวลาที่จะอยู่ต่ออีก กลัวจะตกเรือข้ามฟากไปเกาะใต้ จะทำให้แผนการคลาดเคลื่อน จริงๆ แล้ว.. ช่วงนี้มีนัดกับผู้ใหญ่ที่เนเปียร์ ว่าจะไปพูดในโรงเรียน เหตุสองประการนี้เองที่ทำให้ผิดนัด คือพักนานกับฝนตก เป็นข้อแก้ตัวของเรา ทำให้ผู้อำนวยการเดินทางไปธุระ จำต้องเลื่อนนัดอย่างไม่มีกำหนด รู้สึกเสียใจกับความผิดพลาดครั้งนี้ ผู้อำนวยการเป็นคุณพ่อของคุณ Jill ที่อนุเคราะห์บ้านพักแก่เราในโอ๊คแลนด์ นั่นเอง

ลาคุณ นลิส คุณ นภรัตน์ ทุกคนในครอบครัว ออกเดินทางต่อ คุณนลิสกอดและอวยพรให้เราสองคนเดินทางโดยสวัสดิภาพ และถ้ามีเวลาหลังจากเดินทางจบที่เกาะใต้ "พี่ยินดีให้มาพักต่อ ก่อนจะเดินทางไปประเทศชิลี" เราก็หวังและสัญญาเล็กๆ ว่าจะเป็นเช่นนั้น ขอบคุณสำหรับความอนุเคราะห์ต่อเราสองคน สายฝนยังคงโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาด แต่เราจะหยุดไม่ได้ต่อไปอีกแล้ว ทุกอย่างต้องเดินหน้า เวลาใกล้หมดเข้ามาทุกที เราใช้ถนนสาย ๕ มุ่งสู่เนเปียร์ เส้นทางค่อนข้างยากขึ้นไปอีกต่อการปั่นจักรยาน ภูเขาสูงชัน ถนนคดเคี้ยวมากขึ้น มีฟาร์มกับบ้านน้อยลง ส่วนใหญ่จะเป็นป่าสนกับ ป่าธรรมชาติ ถนนลัดเลาะไปเรื่อยๆจนไปค่ำที่ Tarawera มีบาร์เบียร์อยู่แห่งเดียวระหว่างเตาโปกับเนเปียร์ สามารถพักได้ที่นี่ มีที่พักอยู่ห้องเดียวเท่านั้น เป็นรถคาราวาน ตั้งอยู่กลางสนามหญ้า ในบริเวณบ้านของเจ้าของบาร์เบียร์นั่นเอง คืนนี้จึงทำให้เราลอดพ้น จากสายฝนลมแรงที่กระหน่ำตลอดทั้งคืน

อีกช่วงหนึ่ง ที่ไปเนเปียร์ ยังยากต่อการปั่นมากขึ้นไปอีก ถนนขึ้นเนินยาวๆนับสิบกิโลเมตร หลายช่วง จุดสูงสุดของช่วงเตาโป เนเปียร์คือ Titlokura Summit กว่าจะถึงจุดนั้นได้ ต้องปีนป่ายจนบ่าย ๔ โมง พอดี บางจุดลมแรงมากต้องค่อยๆไปอย่างช้าๆ หลังจากถึง Titlokura Summit แล้ว ถนนเริ่มลง ลัดเลาะหลืบหุบเขา ไปเชื่อมกับเมนไฮเวย์สาย ๒ ก่อนจะตรงไปเนเปียร์อีกสิบกว่ากิโลเมตร เราค่ำที่ Bay View จึงหาที่พักในมอเตอร์แคมป์ อากาศดี ฝนไม่ตก ไออุ่นจากทะเลพัดมา ทำให้เราหลับสบายตลอดคืน

 


๒๔ กันยายน ๒๕๔๕


 
ออกเดินทางแต่เช้า สดชื่นกับแสงแดดขณะปั่นเลียบริมทะเล เข้าสู่เนเปียร์ ตามประวัติเล็กๆของเมืองนี้ มีว่าเมื่อหลายปีก่อน ประมาณร้อยปี เนเปียร์เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง ทำให้บ้านเรือนเสียหายมาก ที่เห็นในปัจจุบันนี้เป็นของใหม่ทั้งหมด ชาวบ้านมีอาชีพทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์ กับปลูกไวน์และผลไม้ เราปั่นผ่านไปโดยไม่ได้แวะเข้าเมือง เส้นทางสู่ทิศใต้สาย ๒ ผ่านเมือง Hastings เมืองนี้ก็แบบเดียวกัน มีสวนผลไม้เยอะ สองข้างทางมีกิจกรรมของชาวฟาร์มให้เห็นตลอด ดูแล้วอยากแวะไปช่วยทำงานจังเลย เส้นทางปั่นสบายๆไม่ยากนัก ยิ่งปั่นไปเรื่อยๆยิ่งสวยขึ้นเรื่อยๆ มีฟาร์มแกะเยอะแยะ สิ่งที่พบเห็นได้ในช่วงนี้คือ ทุ่งกว้างๆ กับหงส์สีดำ (Swan) มีนับพันตัว สีดำเป็นจุดๆตัดกับสีเขียวเป็นพรมของท้องทุ่ง เป็นภาพที่ประทับใจมาก เรามาค่ำที่เมือง Waipukurau หลังจากหาที่พักได้แล้ว ฝนก็ลงมือกระหน่ำ ลงมาอย่างหนักตลอดคืน
   
 

 

 

๒๕ กันยายน ๒๕๔๕

ออกจาก Waipukurau แต่เช้า ฝนยังไม่ตก แต่ลมแรงและหนาวมาก ขณะนั้นเพียง ๙ องศา มีหลายคนทักทายและถามว่า.. หนาวไหม เราบอกพอไปได้ เมื่อปั่นเข้าทาง ความอุ่นจากการปั่นจะช่วยเราได้ แต่มันก็ยากขึ้นกว่าเมื่อวานเยอะทีเดียว เวลาหยุดพักเหนื่อย ความหนาวก็เข้ามาแทนที่ ทำให้หยุดปั่นนานๆ ไม่ได้

ถนนใต่ทางชันขึ้นเรื่อยๆและใกล้กับเทือกเขา Ruahine Range ที่อยู่ทางขวามือเข้ามาเรื่อยๆ ฝนตกหลายครั้งมากในวันนี้ ทุกครั้งจะเป็นเม็ดแข็งๆ เหมือนเม็ดทรายโปรยลงมา ความเย็นลดลงทันทีเมื่อฝนตก อุณหภูมิเหลือเพียง ๒-๓ องศาเท่านั้น เราต้องปั่นต่อไปฝืนกับสายฝนเพื่อให้เครื่องจักรภายในตัวเรา อบอุ่นต่อไปเรื่อยๆ นั่นเอง อาหารก็ยังคงกินขนมปังที่พกเอาไว้ตลอด ง่ายสะดวก ประหยัดเวลา ถึงแม้ว่ายาก ลำบากเพียงใดก็ตาม ของเส้นทางการปั่นวันนี้ เรายังทำระยะทางได้ถึง ๘๐ กิโลเมตร ถึง Woodville ค่ำสนิท หาที่พักกันแย่เลย แพงหูฉี่ไม่มีมอเตอร์แคมป์ คุณวรรณอีกล่ะครับ ไปขอต่อรองโรงแรม Masonic โรงแรมบาร์เบียร์ ขวัญใจรถบรรทุก ขอนอนในห้องเก๊บของ จ่าย NZ$10 ได้ไหม คุณผู้หญิงเจ้าของใจดี ยินดีให้นอนในห้องกว้างๆ พร้อมจัดที่นอนให้อีกด้วย Woodville เป็นเมืองเล็กๆ แต่เป็นจุดแยกไปเมืองต่างๆ ได้หลายเมือง โรงแรมแห่งนี้ตั้งอยู่หัวมุมทางแยก รถบรรทุกจึงแวะมาดื่มกันแทบทุกคัน ก่อนแยกไปตามทางใครทางมัน

 


๒๖ กันยายน ๒๕๔๕

ฝนยังคงทำหน้าที่ของเขาต่อไป เราก็คงยังทำหน้าที่ของเราต่อไป เช่นกัน ๗ โมงเช้า ลาเจ้าของโรงแรมออกไปเตรียมอาหาร เพื่อเดินทางต่อ ถนนที่ใช้ยังคงเป็นไฮเวย์สาย ๒ เช่นเดิม เป้าหมายสุดท้ายบนเกาะเหนือคือ เมืองหลวงของนิวซีแลนด์ Wellington ลมแรงมากเมื่อออกจากเมือง ถนนตีโค้งเปลี่ยนทิศทางทำให้ปะทะกับลมแรงและลมหนาวอย่างจัง ผมทนกับความหนาวขาไม่ได้ จึงได้แอบเปลี่ยนนุ่งกางเกงขายาวแทนช่วงหนึ่ง เส้นทางเป็นฟาร์มเช่นเดิม มีเมืองเล็กๆ ผ่านหลายเมือง ได้แวะเช็คข่าวคราว ใช้อินเตอร์เนตในห้องสมุด ที่เมือง Pahiatua ต้องจ่ายเงินเหมือนอินเตอร์เนต คาเฟ่ ทั่วๆ ไป ราคามาตรฐานปกติ ซึ่งต่างจากออสเตรเลีย ที่ห้องสมุดมักจะบริการฟรีกับใครๆ ก็ตาม ไม่เว้นแม้แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้ผ่านโรงงานทำเบียร์ ที่เรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของนิวซีแลนด์ก็ว่าได้ ชื่อ เบียร์ Tui เป็นรูปนกสีดำที่คอจะมีสีขาวเป็นพู่ ชื่อ Tui เป็นนกหายาก เมื่อผ่านไปที่ใดๆ ก็มักจะพบกับเบียร์ชนิดนี้วางขายทั่วไป เหมือนเบียร์สองยักษ์ใหญ่ในเมืองไทยเรานั่นเอง

เรามุ่งหน้าต่อไปจนเข้าสู่เมืองใหญ่ Masterton ปั่นยากตรงวงเวียนก่อนเข้าเมือง มีขนาดใหญ่มาก ต้องจดๆ จ้องๆ ชิงจังหวะกับรถบรรทุกและรถยนต์ที่มากขึ้น เป็นเมืองรองก่อนจะถึง Wellington อีกไม่ไกลนัก เลยเมือง Masterton เป็นเมือง Carterton เวลาค่ำมาถึง ฝนมาเยือนเราอีกรอบ ปั่นหาที่พัก หามอเตอร์แคมป์อยู่นาน กว่าจะเจอ เจ้าของใจดีบริการดีเยี่ยม คิดราคาก็ไม่แพง เราจึงปลอดภัยไปอีกวัน แถวนี้น้ำก็ยังไหลเจิ่งนอง ทั่วท้องทุ่งเช่นเดิม

 

 

 

๒๗ กันยายน ๒๕๔๕

วันนี้มีนัดหมายกับทางสถาณทูตไทย ณ กรุงเวลลิงตัน เรารีบปั่นออกเดินทางอย่างเร่งรีบ นัดหมายกัน ๖ โมงเย็น ซึ่งดูแล้วก็ไม่ยากที่จะทำได้ ถนนยังคงขึ้นภูเขาและลงยาวเช่นเดิม จุดนี้จะมีช่วงสูงสุดอยู่ ๑ จุด เมื่อผ่าน Featherston ไปแล้ว เราแวะสอบถาม เจ้าหน้าที่อินฟอร์เมชั่น เขาแนะนำให้ไปโดยรถไฟเพราะถนนแคบ ประกอบกับ ลมแรงมากช่วงนี้ผิดปกติ เราเลือกเช่นนั้น รถไฟลอดอุโมงค์จาก Featherston ไป Upper Hutt เพียง ๒๐ นาที ลงสู่ชานชาลา โทรหาเจ้าหน้าที่สถานทูตอีกรอบ เขายังยินดีคอยหกโมงเย็นเจอกันแน่นอน ๕๐ กิโลเมตรกับอีกสองชั่วโมง เวลาขณะนี้ ๔ โมงเย็นแล้ว เราต้องรีบปั่นกันสุดๆ ทางเริ่มลาดลงทำให้อุ่นใจว่าถึงตามกำหนดแน่นอน หกโมงเย็นเราเข้าถึงเวลลิงตันพอดี แต่พอกลางแผนที่หาถนน Cook Street กลับตั้งอยู่บนภูเขาโน่น ต้องใช้เวลาอีกร่วมชั่วโมงกว่าจะไปถึง เจ้าหน้าที่ใจดี ยังคอยเจออย่างเต็มใจ ถึงค่ำเหนื่อยเอาการกับเมืองเวลลิงตัน พี่เจ๊กกับพี่ตู่ เชาวนีย์ คอยเราอยู่ที่นั่น สองคนเขาทำหน้าที่เป็นเลขาท่านทูต และพี่ตู่เป็นเลขาโท จักรยานพักผ่อนในสถานทูตไทย ณ กรุงเวลลิงตันอย่างปลอดภัย คืนนี้พี่ตู่พาไปทานอาหารไทย และไปส่งค้างคืน ที่บ้านพี่เจ๊ก ผมนึกทีไรก็จำที่อยู่ไม่ได้ บ้านตั้งอยู่บนเขาวงกตประมาณนั้น ล่ะครับ



เวลลิงตันเป็นเมืองหลวงของนิวซีแลนด์ มาตั้งแต่ปี ๑๘๖๔ จากการแก่งแย่งกันระหว่างเมืองใหญ่ๆหลายเมือง โอ๊คแลนด์และ Russell บทสรุปคือ เวลลิงตันได้เป็นเมืองหลวงในที่สุด ที่ตั้งของเมืองอยู่ทางใต้สุด ของเกาะเหนือ เป็นเมืองแห่งภูเขา บ้านเรือนจะตั้งอยู่ตามที่สูงๆ ลดหลั่นกันตามความชันของเชิงเขานั่นเอง มีลมแรงทั้งปี มีฝนตกบ่อย นี้คือความเป็นเอกลักษณ์ ของเมืองหลวงแห่งนี้ อีกทั้งยังเป็นเมืองหลวง ที่ตั้งอยู่ต่ำที่สุดของโลกด้วย ตามคำกล่าวอ้างอย่างนั้น

 

 

๒๘ กันยายน ๒๕๔๕

เช้านี้พี่เจ๊กกับคุณจิม และน้องๆเด็กไทยในครอบครัว มีแผนการจะไปดำน้ำ จับปลาหา Cray Fish (กุ้งมังกร) ที่ Cape Palliser อยู่ทางแหลมสุดของเกาะใต้ นั่งรถถึงสองชั่วโมง ลัดเลาะย้อนกลับไปทางเดิม ที่เราปั่นมาเมื่อวาน จากนั้นเลี้ยวเข้าไปทางเมืองเล็กๆ Martinborough ถนนเริ่มเลียบชายฝั่งจนถึง Cape Palliser ตอนใกล้ๆถึง เราได้พบกับชุมชนแมวน้ำที่มีอยู่มากมาย ใกล้กับริมทางที่เลียบชายฝั่ง ท่าทางไม่ค่อยจะกลัวคน แถมยังโพสท่างามๆให้ชมเสียอีก คุณจิมล่วงหน้ามาก่อนแล้ว ลงไปอยู่ใต้น้ำดำหา Cray Fish ส่วนที่เหลือก็ชมวิวคอยท่า ชายหาดสีดำกับฟองคลื่นสีขาว สวยไปอีกแบบที่ Cape Palliser แห่งนี้ ประมาณ ๑ ชั่วโมงถัดมา หลังจากทานอาหารเที่ยงกันแล้ว คุณจิมได้โชว์ Cray Fish ให้เราดู ได้มา ๖ ตัว กับมีหอยพ่วงมาอีกนิดหน่อย ขณะเดินทางกลับ ได้มีเจ้าหน้าที่ตั้งด่านตรวจ ไม่ได้ตรวจใบขับขี่นะครับ แต่ตรวจทรัพยากรธรรมชาติ คือ หอยและ Cray Fish นั่นเอง เขาจะนับจำนวนซึ่งคนหนึ่งต้องไม่เกิน ๖ ตัวเท่านั้น และต้องได้ขนาด วัดอย่างละเอียดเคร่งครัดมาก เราสอบถามเจ้าหน้าที่และ คุณจิม ได้ความว่า ถ้าทำผิด จะถูกยึดอุปกรณ์ดำน้ำและรถยนต์ทันที ต่อมาต้องเสียค่าปรับและขึ้นศาล ตามด้วยยึดใบอนุญาต กติกาแข็งแรงมาก ประกอบกับคนมีวินัย จึงทำให้ธรรมชาติยังคงมีอยู่อย่างสมบูรณ์ที่นี่ ก่อนจากกัน คุณจิมได้ให้ Cray Fish กับเรามาสองตัว พร้อมเงินใส่ซองจดหมายแนบมาด้วย มีคำอวยพร ขอให้สนุกและปลอดภัยในการเดินทาง เราลาคุณจิม ซึ่งขอตัวกลับบ้านก่อน แยกกันที่เมือง Martinborough ส่วนพี่เจ๊กกับน้องๆ ก็มาส่งกับเราสองคน ให้พักกับพี่ตู่ ซึ่งเป็นผู้รับไม้สองต่อไป

พี่ตู่คอยอยู่ที่บ้านพักใกล้กับท่าเรือเวลลิงตัน ลาพี่เจ๊กและ น้องๆ นักเรียนไทย ขอบคุณที่ช่วยเหลือและพาไปเที่ยวในวันนี้ ฝนทำหน้าที่ทันที ไม่งั้นก็ผิดปกติของเมืองเวลลิงตันไป พี่ตู่พาเราไปพบกับสมาคมคนไทยในร้านอาหารไทย ประธานสมาคม คุณอ้อย Thomson และสมาชิกได้ต้อนรับ ทานอาหารร่วมกันในค่ำวันนี้ นั่งคุยสนทนากันอย่างกว้างขวาง ทางสมาคมช่วยเหลือ สมทบทุนการเดินทาง แก่เราสองคน น้ำใจดั่งสายฝนแห่งเมืองเวลลิงตันแท้ๆ ขอบพระคุณมากครับ วันอาทิตย์ที่ ๒๙ กันยายน อยู่ในบ้านพักของพี่ตู่ทั้งวัน อ่านหนังสือพิมพ์ไทย ทบทวนข่าวสารที่มีอยู่มากมาย กิจกรรมใดๆ ไม่มี ฝนตก ฟ้ามืด ทมึนอย่างนี้ จะให้ไปไหนได้ล่ะ มีแต่เจ้า Cray Fish ตัวเขื่อง ที่คุณจิมให้มาก็ตกมาเป็น อาหารของเราในวันนี้เอง

ในวันจันทร์ที่ ๓๐ กันยายน เป็นวันแห่งธุระและกิจกรรม ท่านเอกอัครราชทูต อนุชา โอสถานนท์ ได้ไห้โอกาสวรรณกับหมูเข้าพบ เพื่อคารวะ รายงานการเดินทางต่อท่าน พร้อมทั้งถ่ายภาพร่วมกับ เจ้าหน้าที่ด้วย ธุระส่วนใหญ่ก็ตกเป็นหน้าที่ของสถาณทูต ที่เราได้นำเอาภาระ มาให้นั่นเอง เราจำเป็นต้องไปขอวีซ่าประเทศชิลี ภายในวันนี้ โดยถือจดหมายเดิมมาจากเมืองไทยแล้ว เจ้าหน้าที่สถาณทูตจัดบริการ ไปส่งติดต่อให้เป็นอย่างดี ส่วนทางสถาณทูตชิลี บริการยอดเยี่ยม ๒๐ นาที ทุกอย่างเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส คิดว่าคงจะได้รับสิ่งดีๆจาก ประเทศชิลีเป็นแน่เลย

คนขับรถของสถาณทูตพาไปหาไปรษณีย์เพื่อรับของจำเป็นที่ส่งมาจาก เมืองไทย ทุกอย่างเสร็จราบรื่นดี คืนนี้ท่านทูตได้เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหาร ๑ มื้อ ก่อนจะเดินทางต่อไปเกาะใต้เช้าพรุ่งนี้ ท่านให้ความเป็นกันเองมาก ไม่ถือตัวใดๆ ท่านยังพูดว่า ท่านนอนคิดนั่งคิดดูแล้วไม่รู้จะช่วยเหลือเรา สองคนอย่างไร คิดเท่าไรก็คิดไม่ออก ท่านจึงยื่นซองมาให้ ๑ ซอง และบอกว่า ก็มาแต่อันนี้แหล่ะที่ผมคิดว่าดี และใช้ได้ดีในนิวซีแลนด์ ท่านให้ความสนับสนุนพร้อมทั้งมีอารมณ์ขันอีกด้วย

 

อ่านต่อ หน้า 2

 

 

Copyright©2000 ThaiBikeWorld.com | All rights reserved
Designed and maintained by